
มาตรา 39 กับการวางแผนประกันสังคมเมื่อยามเกษียณ
สาธิตครั้งที่แล้วเราคุยกันเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญของกองทุนประกันสังคม ซึ่งสรุปได้อีกครั้ง ดังนี้
สาธิต
ครั้งที่แล้วเราคุยกันเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญของกองทุนประกันสังคม ซึ่งสรุปได้อีกครั้ง ดังนี้
1.ถ้าจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน เราจะได้บำเหน็จชราภาพจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่จำนวนเงินที่เราจ่ายเป็นเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรทั้งสิ้น
2.ถ้าจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ครบ 180 เดือน (เท่ากับ 15 ปี) จะได้เงินบำเหน็จชราภาพ จำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่เราและนายจ้างจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน
3.ถ้าจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน จะได้บำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และถ้าเรามีการจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน เราก็จะได้อัตราบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือนไปจนเสียชีวิต
เปรียบเทียบทั้ง 3 กรณี จะเห็นว่ากรณีที่ 1 แย่สุดซึ่งก็สมเหตุผล เพราะเราเป็นสมาชิกมาน้อยมาก แต่สำหรับกรณีที่ 2 เป็นกรณีที่ยุติธรรมที่สุด เพราะเราจะได้เงินออมของเราพร้อมผลตอบแทนคืนไม่ได้เอาเปรียบใคร แต่ข้อเสียคือเงินที่ได้อาจมีจำนวนไม่มากพอใช้ยามเกษียณ สำหรับกรณีที่ 3 ดูแล้วให้ความมั่นคงทางการเงินยามเกษียณได้ดีสุด เพราะให้เงินเราใช้จนวันตาย แต่ข้อเสียก็คือถ้าเสียชีวิตเร็ว เงินบำนาญที่ได้อาจน้อยกว่าเงินออมที่เราสะสมในประกันสังคมมาตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม การจะได้บำเหน็จหรือบำนาญขึ้นอยู่กับอายุสมาชิกประกันสังคมของเราเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องบริหารอายุสมาชิกประกันสังคมให้ได้ตามเงื่อนไข เครื่องมือหนึ่งในการยืดอายุสมาชิกประกันสังคม คือ มาตรา 39 โดยผู้ที่จะสมัครมาตรา 39 ได้ต้องเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ลาออกจากงาน และต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม
เมื่อสมัครมาตรา 39 แล้วจะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละ 432 บาท/เดือน โดยเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ คือ เดือนละ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน โดยคิดจากอัตราเงินสมทบ 9% (4,800 x 9% = 432 บาท/เดือน) ประโยชน์ที่จะได้รับก็คือ ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (กรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ) ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และได้นับอายุสมาชิกประกันสังคมต่อเนื่องจากมาตรา 33 ด้วย
ข้อเสียก็คือ การต่ออายุประกันสังคมด้วยมาตรา 39 เท่ากับยังเป็นสมาชิกประกันสังคมอยู่ ดังนั้นช่วงที่ต่ออายุประกันสังคมด้วยมาตรา 39 จะไม่ได้รับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญจากประกันสังคมทั้งสิ้น แต่เนื่องจากอายุคนเรามีจำกัด ยิ่งเราต่ออายุประกันสังคมด้วยมาตรา 39 นานเท่าไร เราก็ยิ่งมีเวลาให้ใช้เงินบำนาญน้อยลงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น
หากเป็นสมาชิกประกันสังคมมาตรา 33 มา 10 ปี และอายุ 55 ปีแล้ว หากออกจากประกันสังคมตอนนี้จะได้บำเหน็จ แต่ยังอยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลจากประกันสังคมและอยากได้รับเงินบำนาญแทน ก็เลยต่ออายุสมาชิกประกันสังคมด้วยมาตรา 39 จ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาทไปเรื่อยๆ สมมติเป็นสมาชิกประกันสังคมมาตรา 39 ไปจนตาย เท่ากับเราจะไม่ได้รับเงินบำนาญจากประกันสังคมเลย
แล้วถ้าเลือกออกจากประกันสังคมก่อนเสียชีวิตล่ะ ตัวอย่างเช่น หากเป็นสมาชิกประกันสังคมมาตรา 33 มา 15 ปี และอายุ 55 ปีแล้ว และต่ออายุสมาชิกประกันสังคมด้วยมาตรา 39 ไปอีก 10 ปี ในช่วง 10 ปีที่ต่อมาตรา 39 จะได้สวัสดิการรักษาพยาบาลจากประกันสังคมแลกกับการที่จะไม่ได้รับเงินบำนาญจากประกันสังคม
เมื่อออกจากประกันสังคมเงินบำนาญที่จะได้รับจะคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงในกรณีนี้จะเท่ากับ 4,800 บาท ไม่ใช่ 1.5 หมื่นบาทอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้ว่าจำนวนปีที่ใช้คำนวณจะมากขึ้น แต่ด้วยฐานค่าจ้างที่ลดลงมากถึง 2 ใน 3 ทำให้เงินบำนาญลดน้อยลง
ดังตัวอย่างนี้ ถ้าออกจากประกันสังคมเมื่อเป็นสมาชิกมา 15 ปี จะได้เงินบำนาญ 20% ของ 1.5 หมื่นบาท = 3,000 บาท/เดือน แต่หากต่อมาตรา 39 อีก 10 ปี จะได้เงินบำนาญเท่ากับ 1,680 บาท/เดือน โดยคำนวณดังนี้
15 ปี (แรก) ได้อัตราเงินบำนาญ 20% บวกกับ 10 ปี (หลัง) ได้อัตราเงินบำนาญ (1.5% (ปรับเพิ่ม) x 10 ปี) = 15% รวมอัตราเงินบำนาญ 20 ปี = 20% + 15% = 35% ก็จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน = 35% ของ 4,800 บาท = 1,680 บาท/เดือนจนตลอดชีวิต
นอกจากจำนวนเงินบำนาญจะได้น้อยลง ระยะเวลาได้ใช้เงินบำนาญก็ลดน้อยลงด้วย ดังนั้นก่อนสมัครมาตรา 39 ตัดสินใจให้ดี ต้องการสวัสดิการรักษาพยาบาลหรือบำนาญครับ







