
ไทยคว้าอันดับ 7 ธุรกิจครอบครัวเติบโต
ยูจีน เคลิร์ก หัวหน้าทีมนักวิจัยด้านการลงทุน ตามธีมของเครดิต สวิส สถาบันวิจัยเครดิตสวิสได้ศึกษาวิจัยลักษณะและผลประโยชน์ต่างๆ ของธุรกิจครอบครัวมานานเกือบทศวรรษ รายงาน "The CS Family 1000" ของเครดิตสวิส โดยทำการวิเคราะห์บริษัทมหาชนประเภทธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 1,000 บริษัท แบ่งตามภูมิภาคประเภทตลาดและขนาด สำหรับคำนิยามที่ใช้กำหนดฐานข้อมูลของบริษัทประเภทธุรกิจครอบครัว หรือบริษัทที่มีผู้ก่อตั้งบริหารดูแลกิจการ ได้แก่ บริษัทที่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นอย่างน้อย 20% และ/หรือมีสิทธิในการออกเสียงอย่างน้อย 20% ขอบเขตการวิจัยของรายงานฉบับนี้เน้นไปที่กลุ่มที่มีหุ้นขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ (Mid to large cap focus) โดย 90% ของบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และด้วยการเน้นศึกษาบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เป็นหลัก
ยูจีน เคลิร์ก หัวหน้าทีมนักวิจัยด้านการลงทุน ตามธีมของเครดิต สวิส
สถาบันวิจัยเครดิตสวิสได้ศึกษาวิจัยลักษณะและผลประโยชน์ต่างๆ ของธุรกิจครอบครัวมานานเกือบทศวรรษ รายงาน "The CS Family 1000" ของเครดิตสวิส โดยทำการวิเคราะห์บริษัทมหาชนประเภทธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 1,000 บริษัท แบ่งตามภูมิภาคประเภทตลาดและขนาด สำหรับคำนิยามที่ใช้กำหนดฐานข้อมูลของบริษัทประเภทธุรกิจครอบครัว หรือบริษัทที่มีผู้ก่อตั้งบริหารดูแลกิจการ ได้แก่ บริษัทที่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นอย่างน้อย 20% และ/หรือมีสิทธิในการออกเสียงอย่างน้อย 20% ขอบเขตการวิจัยของรายงานฉบับนี้เน้นไปที่กลุ่มที่มีหุ้นขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ (Mid to large cap focus) โดย 90% ของบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และด้วยการเน้นศึกษาบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เป็นหลัก
ยูจีน เคลิร์ก หัวหน้าทีมนักวิจัยด้านการลงทุนตามธีมของเครดิตสวิส และนักเขียนหลักของรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า "ธุรกิจครอบครัว มีผลประกอบการ โดดเด่นนำหน้าตลาดอื่นๆ ในทุกภูมิภาคประเภทและขนาดของธุรกิจชี้ให้เห็นว่านักลงทุนทั้งหลายไม่ค่อยกังวลกับระดับสิทธิความเป็นเจ้าของธุรกิจมากนัก แต่ต้องการทราบว่าเจ้าของธุรกิจครอบครัวมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจแต่ละวันอย่างไรมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวในมุมมองของเรา
ธุรกิจครอบครัวในเอเชียมีขนาดเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยเฉลี่ยที่ 6,900 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจครอบครัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉลี่ย (ยกเว้นญี่ปุ่น) มีขนาดเล็กกว่าธุรกิจครอบครัวในยุโรป (1.3 หมื่นล้านดอลลาร์) และในสหรัฐ (2.17 หมื่นล้านดอลลาร์) อยู่มาก ส่วนสเปนและเนเธอร์แลนด์มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดโดยเฉลี่ยสูงสุด (3 หมื่นล้านดอลลาร์) ตามมาด้วยญี่ปุ่น (2.4 หมื่นล้านดอลลาร์) และสวิตเซอร์แลนด์ (2.2 หมื่นล้านดอลลาร์) นอกจากนี้ 7 ประเทศในลิสต์ 25 ประเทศทั่วโลกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดโดยเฉลี่ยสูงสุดในประเภทธุรกิจครอบครัวเป็นประเทศที่อยู่ในเอเชีย ซึ่งรวมถึงสิงคโปร์ (อันดับที่ 16) และฟิลิปปินส์ (อันดับที่ 25) ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ยกเว้นญี่ปุ่น ธุรกิจครอบครัวในสิงคโปร์มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดโดยเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ที่ 7,500 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยเกาหลีและฮ่องกง ฟิลิปปินส์อยู่อันดับที่ 6 ด้วยมูลค่า 5,600 ล้านดอลลาร์ ไทยอันดับที่ 7 มูลค่า 5,200 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียอันดับที่ 8 มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และมาเลเซียมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์
บริษัทธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในช่วงอายุเริ่มต้น (และมีผู้บริหารเป็น นักธุรกิจรุ่นแรกและรุ่นที่ 2) มีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการดีกว่า บริษัทที่เปิดดำเนินการมานานกว่า รวมถึงสร้างผลตอบแทนด้านมูลค่ากิจการได้ประมาณ 9% ต่อปี อย่างไรก็ตามผลตอบแทนจะลดลงอยู่ที่น้อยกว่า 6.5% เมื่อนักธุรกิจรุ่นที่ 3 หรือรุ่นถัดจากนั้นเข้ามาบริหารธุรกิจต่อ ซึ่งสาเหตุอาจเนื่องมาจากธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในช่วงอายุเริ่มต้นมีขนาดเล็กกว่าโดยเฉลี่ยสะท้อนถึงปัจจัย "การเติบโตของหุ้นขนาดเล็ก" (Small-cap growth)
ธุรกิจครอบครัวมีผลประกอบการโดดเด่นกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ
ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2548 เป็นต้นมา ในแง่มูลค่ากิจการธุรกิจครอบครัวที่เครดิตสวิสได้ทำการสำรวจสามารถสร้างผลตอบแทนสะสมสูงถึง 126% ซึ่งมากกว่าดัชนี MSCI AC World ถึง 55% หรือ 3.9% ต่อปีโดยเฉลี่ย ซึ่งเป็นผลประกอบการที่โดดเด่นกว่าทุกประเภทตลาด และสูงสุดในกลุ่มพลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นญี่ปุ่น ธุรกิจครอบครัวมีผลประกอบการโดดเด่นกว่าที่ 3.1% ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทสัญชาติเอเชียที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวและมีอำนาจการตัดสินใจ โดยธุรกิจครอบครัวในสิงคโปร์และจีนสามารถสร้างผลตอบแทนแบบเทียบกับดัชนีของตลาด (Relative Returns) ได้สูงสุดถึง 7% และ 6% ตามลำดับ นอกจากนี้ 39 ประเทศในเอเชียซึ่งนับเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งหมด 4.24 แสนล้านดอลลาร์ ก็ติดอันดับอยู่ในลิสต์ 50 ธุรกิจครอบครัวระดับโลกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในแง่ผลตอบแทนมูลค่ากิจการโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2557-2560 ด้วย
เมื่อวิเคราะห์จากประเภทตลาดแล้ว การลงทุนเฉพาะในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็ก (Small Capitalization) (น้อยกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์) ธุรกิจครอบครัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นญี่ปุ่น มีผลประกอบการโดดเด่นสูงสุด มากกว่ากลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีขนาดใหญ่กว่าในภูมิภาคอื่นๆ ถึงเกือบ 19% ต่อ 4% สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ (มากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์) หุ้นขนาดเล็กทั่วโลกสร้างผลตอบแทนได้ที่ 16% ต่อ 5% สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลก
ธุรกิจครอบครัวเป็นผู้นำสู่การพัฒนาในอนาคต-บริษัทสัญชาติเอเชียทุ่มงบงานวิจัยและพัฒนาถึง 3 เท่า
รายงาน "The CS Family 1000" ของเครดิตสวิส พบด้วยว่างานวิจัยและพัฒนาในสหรัฐและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นญี่ปุ่น ธุรกิจครอบครัวจะให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ทุ่มงบประมาณด้านงานวิจัยและพัฒนาเกือบ 3 เท่าตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา หากปัจจัยอื่นที่เหลืออยู่ในระดับเท่าๆ กัน ก็จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวในภูมิภาคเหล่านี้มีโอกาสสูงที่รายได้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและรักษางบดุลได้ดีขึ้นด้วย







