posttoday
กองทุน LTF เลือกอย่างไรดี?

กองทุน LTF เลือกอย่างไรดี?

01 พฤศจิกายน 2560

วีระพันธ์ โรจน์ณัฐกุล Strategist, TISCO ESUช่วงปลายปีเป็นเวลาที่นักลงทุนหลายคนต้องตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือที่เราเรียกกันว่า LTF (Long Term Equity Fund) เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาวและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งคำถามที่ถูกถามกันทุกปีก็คือ "จะลงทุน LTF กองไหนดี?" โดยวิธีง่ายๆ ที่นักลงทุนจำนวนมากมักใช้ในการเลือกซื้อกองทุนก็คือการดูผลตอบแทนของกองทุนในระยะสั้น เช่น ผลตอบแทนในช่วง 1 ปี หรือผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สื่อมักให้ความสนใจรายงาน รวมถึงผู้ขายกองทุนเองก็มักใช้ผลงานในระยะสั้นในการโปรโมทกองทุนด้วยเช่นกัน

วีระพันธ์ โรจน์ณัฐกุล Strategist, TISCO ESU

ช่วงปลายปีเป็นเวลาที่นักลงทุนหลายคนต้องตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือที่เราเรียกกันว่า LTF (Long Term Equity Fund) เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาวและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งคำถามที่ถูกถามกันทุกปีก็คือ "จะลงทุน LTF กองไหนดี?" โดยวิธีง่ายๆ ที่นักลงทุนจำนวนมากมักใช้ในการเลือกซื้อกองทุนก็คือการดูผลตอบแทนของกองทุนในระยะสั้น เช่น ผลตอบแทนในช่วง 1 ปี หรือผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สื่อมักให้ความสนใจรายงาน รวมถึงผู้ขายกองทุนเองก็มักใช้ผลงานในระยะสั้นในการโปรโมทกองทุนด้วยเช่นกัน

จากการศึกษาผลตอบแทนของกองทุน LTF ทุกกองในตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าการเลือกกองทุนโดยพิจารณาจากผลตอบแทนในระยะสั้นนั้น นอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนแล้ว ยังอาจทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนลดลงในระยะยาวอีกด้วย

TISCO ESU ทำการศึกษาผลตอบแทนของกลยุทธ์การเลือกกองทุน LTF 2 วิธี ระหว่าง 1.การลงทุนในกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กับ 2.การลงทุนในกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสมมติให้มีการเปลี่ยนกองทุนที่ลงทุนทุกปีปฏิทิน เช่น ณ ต้นปี 2550 เราจะเลือกซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดี (หรือแย่) ที่สุดในช่วงปี 2549 และจะขายกองทุนดังกล่าวออกในช่วงปลายปี เพื่อเลือกซื้อกองทุนใหม่โดยดูจากผลตอบแทนในปี 2551 ต่อไป โดยทำเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ในช่วงปี 2551-2559

ผลการศึกษาของเราอาจทำให้นักลงทุนหลายท่านแปลกใจ โดยเราพบว่าการเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีที่ผ่านมานั้นให้ผลที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยให้ผลตอบแทนสะสม 10 ปีเพียง 36% แย่กว่าการลงทุนในกองทุนที่แย่ที่สุดที่ให้ผลตอบแทนสะสม 10 ปีสูงถึง 120% ซึ่งมากกว่าวิธีแรกอยู่ถึง 3.5 เท่า นอกจากนี้ จากสถิติการลงทุนทั้งหมด 10 ปี การเลือกลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมา จะให้ผลตอบแทนในปีถัดไปมากกว่าการลงทุนในกองทุนที่ดีที่สุดถึง 7 ปี จากช่วงการลงทุนทั้งหมด 10 ปี (หรือนับเป็นโอกาสชนะ 7 ใน 10 ครั้งนั่นเอง)

จากการศึกษาเราได้ข้อสรุปว่าการเลือกกองทุนโดยดูจากผลตอบแทนระยะสั้น ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน ด้วยความคาดหวังว่ากองทุนที่เลือกจะให้ผลตอบแทนดีต่อเนื่องจากปีที่แล้วนั้นแทบไม่ต่างไปจากการไล่ซื้อหุ้น "ฮอต" ที่กำลังอยู่ในความสนใจของตลาด ซึ่งทำให้ราคาปรับตัวขึ้นมามากในระยะสั้น แต่มักจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับการลงทุนในระยะยาว

เนื่องจากประการแรก ผลตอบแทนระยะสั้นเพียง 1 ปีนั้นสั้นเกินกว่าที่จะสะท้อนถึงความสามารถของผู้จัดการกองทุนและระบบการลงทุนของ บลจ. แต่อาจสะท้อนถึงนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งสอดคล้องกับสภาวะตลาดในช่วงนั้นๆ เช่น ในบางปีที่หุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทนดี กองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กก็จะให้ผลตอบแทนดีตามไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนดีต่อเนื่องในปีถัดไป หรือหุ้นขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในระยะยาว

ประการสอง ผลการดำเนินงานที่ดีของกองทุนในระยะสั้นนั้นมักสะท้อนถึงราคาหุ้นในพอร์ตของกองทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากแล้ว และหากผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีการปรับพอร์ต กองทุนที่ถือหุ้นแพงอยู่เป็นจำนวนมาก ก็มักจะมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนต่ำในระยะถัดไป ซึ่งเห็นได้จากการที่กองทุนที่ให้ ผลตอบแทนดีที่สุดในปีที่แล้วนั้นมักจะให้ผลตอบแทนในปีถัดไปต่ำกว่ากองทุนที่แย่ที่สุดในปีที่แล้ว ตามที่เราได้ทำการศึกษา

เมื่อผลตอบแทนระยะสั้นไม่ตอบโจทย์ในการเลือกกองทุน LTF เราจึงทำการศึกษาเพิ่มเติม โดยเพิ่มวิธีเลือกกองทุนโดยดูจากผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาว 5 ปี ซึ่งวิธีดังกล่าวให้ผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจและสูงกว่าการลงทุนใน 2 วิธีแรกเป็นอย่างมาก โดยในช่วง 7 ปีที่เราทำการศึกษา (ปี 2554-2559 เนื่องจากกองทุน LTF เพิ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2549 ทำให้เราไม่สามารถทำการศึกษาย้อนหลังได้ถึง 10 ปี) การเลือกกองทุนโดยดูจากผลตอบแทน 5 ปี ให้ผลตอบแทนสะสม 167% สูงกว่าการเลือกโดยดูจากผลตอบแทน 1 ปีที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด ซึ่งให้ผลตอบแทนสะสม 104% และ 96% ตามลำดับ

โดยสรุปการเลือกลงทุนโดยพิจารณาจากผลตอบแทนระยะสั้นนั้นอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนักสำหรับการลงทุนในระยะยาว เช่น การลงทุนใน LTF ซึ่งควรพิจารณาจากผลตอบแทนของกองทุนในระยะยาว ซึ่งครอบคลุมวัฏจักรทั้งดีและไม่ดีของตลาดหุ้น และสามารถสะท้อนถึงความสามารถของผู้จัดการกองทุน รวมถึงระบบการลงทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ดีตามสภาวะตลาดหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย