
กาแฟกับการพัฒนา (4)
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ กาแฟดอยช้างตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่ผมจะมาส่งท้ายเรื่องการพัฒนากาแฟในบ้านเรา เพื่อให้เห็นภาพกว้างของการนำเอากาแฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาในพื้นที่สูงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทั้งหมดส่งผลอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลง และพระองค์เล็งผลเลิศอะไรไว้ในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการพัฒนาเหล่านี้ไว้บนดอยสูง
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ กาแฟดอยช้าง
ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่ผมจะมาส่งท้ายเรื่องการพัฒนากาแฟในบ้านเรา เพื่อให้เห็นภาพกว้างของการนำเอากาแฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาในพื้นที่สูงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทั้งหมดส่งผลอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลง และพระองค์เล็งผลเลิศอะไรไว้ในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการพัฒนาเหล่านี้ไว้บนดอยสูง
ผมคิดว่าเบื้องหลังของงานพัฒนาของพระองค์ท่าน ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการได้เห็นระบบเช่นนี้ในยุโรปซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำงานพัฒนาของพระองค์ท่าน แทบทุกโครงการของพระองค์ก็คือสิ่งที่ถูกเน้นย้ำเสมอก็คือการพึ่งพา ตัวเองให้ได้ และสิ่งที่จะทำให้คนพึ่งพา ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
นอกเหนือจากสามารถผลิตมีของกินของใช้ได้เองแล้ว "เงิน" ก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง คือหากจะอยู่รอดโดยลำพัง ตัวคนเดียวคงไม่ยากเท่า แต่หากจะต้องหล่อเลี้ยงให้ความคิดแบบพึ่งพาตัวเองอยู่ได้จริงๆ ก็ต้องทำให้ครอบครัว ญาติมิตร คนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดหรือประเทศพึ่งพากันได้จริงๆ อย่างเป็นระบบ ฉะนั้นเราต้องมีทั้งสิ่งที่เราหากินเองได้และสิ่งที่เราสามารถค้าขายเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินในการใช้จ่ายและเหลือเก็บเป็นเงินออม แต่ต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิด ไม่หวังสูงจนเกินไป
ในการพัฒนาของพระองค์ท่าน การรวมกลุ่มแบบสหกรณ์คือสิ่งที่พระองค์เน้นย้ำมาตลอดว่าหากรวมกลุ่มกันได้เองโดยชาวบ้านสิ่งนี้จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และอยู่ได้แบบยั่งยืน เพราะท้ายสุดทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จะช่วยกันจัดการ โดยรัฐหรือองค์กรใดๆ เข้าไปในฐานะเป็น "ตัวช่วย" ให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง อาจช่วยลงทุนในบางส่วนก่อน เช่น เครื่องมือ ความรู้ ทักษะในการจัดการในการทำงาน จากนั้นเมื่อชุมชนเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองต้องทำอย่างไร บทบาทของคนนอกก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลงเพื่อเพิ่มให้ชุมชนได้พัฒนาตัวเอง มากขึ้น
โมเดลนี้เป็นโมเดลเดียวกันกับที่โครงการหลวงใช้ในการพัฒนาการเกษตรในหลายๆ พื้นที่ นั่นคือการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ชาวบ้าน และโครงการหลวง ชาวบ้านทำหน้าที่ปลูก ดูแลผลผลิต ส่วนโครงการหลวงก็ทำหน้าที่ในการให้ความรู้ รับซื้อผลผลิตและจัดการเรื่องการตลาดการขาย รัฐส่งเสริมเรื่ององค์ความรู้ที่จำเป็น โครงการพื้นที่พัฒนาดอยตุงที่ทำกับกาแฟนั้นก็มีลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ชาวบ้านที่ปลูกกาแฟอาจแตกต่างจากพืชชนิดอื่นนิดหน่อย เนื่องจากว่าสามารถปลูกและขายกาแฟได้อย่างอิสระมากกว่า ไม่ต้องขายทุกเมล็ดให้กับโครงการก็ได้ และอายุในการเก็บก็นานกว่าพืชเมืองหนาวที่โครงการหลวงเน้นให้ชาวบ้านปลูก
หากแต่โครงการพัฒนาทั้งหมดที่พระองค์ท่านทรงทำมาจนถึงปัจจุบันก็ต้องบอกว่าเราก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนา ยังไม่สามารถไปถึงได้ในระบบสหกรณ์ที่ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้จริงๆ เหมือนในสวิตเซอร์แลนด์ หรือในฝรั่งเศส ในเนเธอร์แลนด์ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาชุมชนก็คือต้องสร้างความคิดแบบองค์ความรู้และระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทายของการพัฒนาคนในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายจริงๆ
โมเดลที่คล้ายๆ กันนี้มีการนำไปใช้ในหลายประเทศเหมือนกันนะครับ หลายประเทศในแอฟริกา เช่น กัวเตมาลาหรือแทนซาเนีย เป้าหมายก็คือฟื้นฟูประเทศหลังจากอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมืองอยู่นาน และหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมในวงกว้าง
กาแฟจากกัวเตมาลานั้นขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่มีความเฉพาะตัวมาก รสชาติ ฟรุตตี้และสดชื่น เรียกว่าสามารถพัฒนากาแฟให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นได้อีกไกลในเวทีโลก แต่น่าเสียดายที่การพัฒนาสังคมของกัวเตมาลาไม่ได้สอดคล้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสังคม ไม่ได้อัตลักษณ์ได้อย่างชัดเจนเหมือนกับกาแฟ เนื่องจากประสบปัญหาว่าอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงจัดการมากเกินไป และไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทำให้งานพัฒนาสังคมและคนยังกระท่อน กระแท่นไม่ได้สร้างอัตลักษณ์ของชุมชนได้โดนเด่นเหมือนที่ผืนดินสร้างรสชาติเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟ พลอยทำให้ผลผลิตของกาแฟของกัวเตมาลาลดลงไปมากในตลาดโลก
งานพัฒนาเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ นะครับ เราไม่สามารถรวยอยู่คนเดียวท่ามกลางคนอื่นที่ยังยากจนอยู่ ตราบใดที่เรายังเห็นความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม งานพัฒนาก็ต้องทำ ต่อไปเรื่อยๆ ความท้าทายมากที่สุดของไทยเราคือการเปลี่ยนโครงสร้างเรื่องการศึกษาให้เอื้อกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และสอดคล้องไปกับการพัฒนาการเกษตรซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของคน 70% ของประเทศนี้
เรายังไม่สามารถโน้มน้าวคนรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ายังวงจรของการพัฒนาการเกษตรได้จริง ที่ผ่านมาจะบอกว่าเป็นโชคดีของคนไทยก็ว่าได้ที่เรามีในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนอยากเข้ามาทำงานพัฒนาและเดินทางตามแนวปรัชญาแบบพึ่งพาตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นบารมีและสิ่งที่พิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของพระองค์ เพราะทั้งหมดที่ว่ามาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าพระองค์ไม่ได้ทรงลงมือทำให้เห็นเป็น แบบอย่าง
เราจะสานต่อที่พระองค์ทรงทำได้อย่างไร เราจะไปกันได้ไกลแค่ไหนเมื่อไม่มีพระองค์ท่านที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการพัฒนาในประเทศไทย ผมว่านี่คือช่วงเวลาของการพิสูจน์ว่าเรา "พึ่งตัวเอง" ได้จริงหรือเปล่า







