
อย่ามองข้าม...สร้าง ‘สมดุล’ ให้พอร์ตลงทุน
พูลศรี เจริญปัจจุบันการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอและสามารถเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้แบบเดิมๆ ลดลงเช่นกัน
พูลศรี เจริญ
ปัจจุบันการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอและสามารถเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้แบบเดิมๆ ลดลงเช่นกัน
จะเห็นได้ว่านักลงทุนที่ร่ำรวยในโลกนี้ต่างก็ไม่ได้ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาเหล่านั้นมีการลงทุนในหุ้นควบคู่กันไปด้วย
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติปี 2558 พบว่า กว่า 94% ของผลตอบแทนในการลงทุนมาจากการจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม
ในขณะที่การจับจังหวะการลงทุนส่งผลต่อผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 2% ต่อปีเท่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนในอดีตจะพบว่า การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น 1 ปี เป็นระยะเวลา 10 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 2.91%
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นระยะเวลา 10 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 5.29%
ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเป็นระยะเวลา 10 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 12.67%
อย่างไรก็ตาม ไม่มีสินทรัพย์ใดสามารถสร้างผลตอบแทนเป็น "อันดับหนึ่ง" ได้ตลอด
ดังนั้น การลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีพอที่จะสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งได้
ความสำคัญจึงอยู่ที่การกระจายการลงทุนและการจัดสัดส่วนการลงทุน หรือการจัดพอร์ตในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างเหมาะสมมากกว่ามุ่งเน้นการจับจังหวะลงทุน
ศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี ให้ข้อคิดว่า การจัดพอร์ตที่ดีจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนพร้อมเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
เธอแนะนำการจัดพอร์ตเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งด้วยการเพิ่มลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ฟันด์
เป้าหมายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เพื่อเพิ่มทางเลือกการสร้างความสมดุลให้พอร์ตลงทุน
ที่สำคัญคือ เป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดในรูปแบบรายได้ประจำจากรูปแบบกระแสเงินสดที่อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ สามารถสร้างได้
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวม
คำตอบคือ มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง สามารถเข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างทั่วถึงผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รีท และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีสภาพคล่องในระดับสูงเสมือนการลงทุนในหุ้น
คุณสมบัติอีกประการของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากการ กระแสเงินสดที่ได้รับ มีแนวโน้มชดเชยกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเช่ามักจะปรับตัวสอดคล้องกับทิศทางเงินเฟ้อ
ข้อดีอีกประการของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ การได้ลุ้นอีกเด้ง (ใหญ่) จากการเพิ่มขึ้นของระดับราคาอสังหาริมทรัพย์
ขณะที่ปัจจุบันกองทุนรวมบ้านเราได้ตอบโจทย์เรื่องการสร้างพอร์ตให้สมดุล นั่นคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือ FIF ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก
นอกจากนั้น จะเห็นได้ว่าหลายๆ กองทุนคำนึงถึงปัจจัยในการสร้างกระแสเงินสดเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อเฟ้นหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนบนความผันผวนในระดับต่ำ เป็นต้น
เตรียมพร้อมการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตั้งแต่วันนี้ ด้วยการขยายมิติการลงทุนที่กว้างขึ้น เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว







