
‘กรไทย’ ลุยตลาด ครีมเทียมฮาลาล
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุลปัจจุบันธุรกิจอาหารเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนจะขาดไม่ได้ ทั้งนี้สินค้ากลุ่มฮาลาลกลายเป็นสินค้าที่น่าจับตา เนื่องจากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 จะมีประชากรมากถึง 2,200 ล้านคน หรือคิดเป็น 26.4% ของประชากรโลก
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ปัจจุบันธุรกิจอาหารเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนจะขาดไม่ได้ ทั้งนี้สินค้ากลุ่มฮาลาลกลายเป็นสินค้าที่น่าจับตา เนื่องจากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 จะมีประชากรมากถึง 2,200 ล้านคน หรือคิดเป็น 26.4% ของประชากรโลก
เหตุนี้ธุรกิจฮาลาลจึงมีบทบาทสำคัญในการแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจ วัชรลักษณ์ ตัณฑ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรไทย ผู้ผลิตครีมเทียมและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง ให้ข้อมูลว่า บริษัทนี้เป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งเรามองเห็นทิศทางการขยายตัวของธุรกิจฮาลาลที่มีเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนของชาวมุสลิมและพฤติกรรมที่ต้องการสินค้าอุปโภคและบริโภคไม่ขัดต่อบัญญัติศาสนา (ฮาลาล) โดยสังเกตเห็นจากพฤติกรรมของพนักงานในโรงงานที่เป็นชาวมุสลิม เมื่อจะซื้อสินค้าชนิดใดจะมีการพลิกดูสัญลักษณ์ฮาลาลเสมอ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการทำมาตรฐานฮาลาล
อีกทั้งมั่นใจว่า ครีมเทียมและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องของกรไทยมีความพิเศษกว่าเจ้าอื่น เนื่องจากบริษัทใส่ใจในทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจทุกๆ 2 เดือน และวัตถุดิบที่ใช้ต้องเป็นฮาลาลเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบได้รับมาตรฐานฮาลาล 100%
วัชรลักษณ์ บอกอีกว่า เมื่อผลิตออกมาเป็นครีมเทียมสำเร็จรูปแล้ว ก็จะมาขอมาตรฐานฮาลาลและจากกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งกว่าจะได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาประมาณ 2% แต่ก็คุ้มค่าและถือว่าเป็นการส่งต่อสินค้าคุณภาพแก่ผู้บริโภคและง่ายต่อการซื้อหา เพราะเมื่อสินค้ามีคุณภาพก็สามารถวางขายตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และขนาดกลางได้
ทั้งนี้ การันตีได้จากยอดขายของกรไทยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยยอดขายในปี 2559 อยู่ที่ 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มียอดขายอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท และไม่ใช่เพียงแค่การจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้ขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดในไทยต่อต่างประเทศเป็น 60:40 อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อขยายตลาดไปสู่ประเทศมุสลิมอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย
"ไม่ใช่คุณภาพเท่านั้นที่ทางบริษัทจะใส่ใจ แต่รสนิยมการบริโภคของแต่ละประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทางบริษัทนึกถึง เนื่องจากชาวมุสลิมของแต่ละพื้นที่จะนิยมบริโภคอาหารรสชาติที่แตกต่างกันไป โดยครีมเทียมหนึ่งในวัตถุดิบในการชงกาแฟ แต่ในต่างประเทศอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะพวกเขานำไปเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงรสชาติ ความเข้มข้นและกลิ่นของครีมเทียมให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในออร์เดอร์แต่ละประเทศ นี่จึงเป็นจุดเด่นของกรไทย" วัชรลักษณ์ กล่าวถึงสาเหตุความสำเร็จ
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับรางวัล PM Award 2017 สาขาธุรกิจฮาลาลยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีในสินค้าถึงคุณภาพและความสำเร็จในการทำธุรกิจที่มุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามานานกว่า 35 ปี ที่ต้องการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ และการรับรางวัลในครั้งนี้ยังเป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ยังได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และมีแผนที่จะขยายตลาดครีมเทียมออกไปยังไลน์การผลิตสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติมมากขึ้นด้วย เพราะเห็นช่องว่างและโอกาสที่ว่า ครีมเทียมไม่ได้เป็นเฉพาะวัตถุดิบในการชงกาแฟเท่านั้น แต่การทำชานมไข่มุก เบเกอรี่ หรือแม้กระทั่งอาหารประเภทอื่นๆ ก็สามารถใช้ครีมเทียมเป็นส่วนประกอบเพื่อให้มีรสชาติที่ดีขึ้นและลงตัวได้
"เป้าหมายสูงสุดของกรไทยคือ การเป็นตัวแทนผู้ผลิตครีมเทียมและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่่องแบรนด์ไทยที่ออกไปสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มตลาดฮาลาลระดับโลกให้ได้" วัชรลักษณ์ ย้ำ







