posttoday
ตราสารหนี้ปีหน้า ลุ้นทำลายสถิติ

ตราสารหนี้ปีหน้า ลุ้นทำลายสถิติ

23 ตุลาคม 2560

การลงทุนในตราสารหนี้เป็นอีกช่องทางที่เอกชนใช้หาแหล่งเงินทุนและนักลงทุนใช้สร้างผลตอบแทน

โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การลงทุนในตราสารหนี้เป็นอีกช่องทางที่เอกชนใช้หาแหล่งเงินทุนและนักลงทุนใช้สร้างผลตอบแทน แม้ที่ผ่านมามีบริษัทผิดนัดชำระหนี้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ้าง แต่แนวโน้มตลาดตราสารหนี้ก็ต้องเติบโตควบคู่กับตลาดหุ้นไทยต่อไป โดยเฉพาะปีหน้าที่ต้องลุ้นว่าจะทำลายสถิติมูลค่าการออกในปี 2559 ได้หรือไม่

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ปี 2559 ยอดออกตราสารหนี้ระยะยาวทั้งปีเคยทำสถิติสูงสุด 8.1-8.2 แสนล้านบาท แต่ทั้งปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าออกลดลงเหลือ 7 แสนล้านบาท

ขณะที่ปีหน้าก็น่าจะอยู่ในระดับมากกว่า 7 แสนล้านบาท และอาจทำลายสถิติที่เคยทำในปี 2559 ได้หากมีบริษัทใดมีธุรกรรมมูลค่าสูงส่วนมูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น 14% แต่หากไม่นับรวมธุรกิจธนาคารและการเงิน รวมถึงการกู้ยืมในกลุ่มธุรกิจมูลค่าเพิ่ม 28% แต่จำนวนผู้ออกและจำนวนรุ่นลดลง

9 เดือนแรกปีนี้ ตลาดตราสารหนี้มีมูลค่าคงค้าง 11.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากปลายปีก่อน มูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะยาว 6.04 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดย 98% เป็นหุ้นกู้

อริยา ให้ความเห็นว่า นักลงทุนเริ่มเลือกลงทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง สะท้อนได้จากเครดิตสเปรดของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) ต้นทุนจะสูงขึ้น เดิมต้นทุนออกไตรมาส 4 อยู่ที่บวก 1-4% จากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ไตรมาส 3 นี้ขยับขึ้นเป็นบวก 3-6% หากมีเครดิตเรตติ้งระดับ BBB- จนถึง BB+ ต้นทุนเพิ่มจาก 3% เป็นกว่า 4%

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังเตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น และคาดว่าจะเริ่มใช้กลางปีหน้า หลังที่ผ่านมามีบริษัทผิดนัดชำระหนี้บี/อีหลายกรณี

ปัจจุบันอยู่ในช่วงรับฟังความเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะเพิ่มรายการหน้าที่ผู้ออก เช่น ห้ามทำอะไรบ้าง และต่อไปบี/อีจะขายได้เฉพาะนักลงทุนวงจำกัดไม่เกิน 10 ราย จะมาระดมทุนวงกว้างไม่ได้แล้ว ดังนั้นต่อไปการกู้ยืมผ่านบี/อีจะลดลง และเปลี่ยนไปใช้วิธีออกหุ้นกู้ระยะสั้นแทน ซึ่ง ก.ล.ต.เตรียมทำให้การออกหุ้นกู้ระยะสั้นคล่องตัวขึ้นกว่าปัจจุบัน

"หุ้นกู้ระยะสั้นกำหนดขั้นตอน สิทธิ หน้าที่ผู้ลงทุนชัดเจน มีกลไกปกป้องนักลงทุนด้วยมาตรฐานเท่าเทียม ปัจจุบันหากจะออกหุ้นกู้ระยะสั้น ถ้าเป็นบริษัทมหาชนต้องได้รับมติจากผู้ถือหุ้นจึงออกได้ และต้องใช้นายทะเบียน หลังจากนี้ ก.ล.ต.จะมีเครื่องมือใช้วิธี MTN คือ ถ้ายื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ไว้แล้วเพื่อออกหุ้นกู้ระยะสั้นรุ่นแรก ครั้งต่อไปไม่ต้องยื่นเอกสารทุกอย่างเหมือนที่ยื่นครั้งแรกแล้ว ระหว่างนั้นจะออกกี่รุ่นก็ได้ภายใต้วงเงินที่ยื่นไว้ครั้งแรก สะดวกขึ้น ออกได้ทันเวลาขึ้น" อริยา กล่าว

ธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยปีหน้าจะยังเติบโต เพราะเอกชนเริ่มเคลื่อนตัวมาใช้ตลาดนี้หาเงินทุนมากขึ้น เมื่อตราสารหนี้เป็นทางเลือกของนักลงทุนและผู้ที่ต้องการระดมเงิน

สำหรับปลายปีนี้คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เชื่อว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ไปถึงครึ่งแรกปีหน้าก็ไม่น่าจะขยับไปไหน ดังนั้นอาจมีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย แนวโน้มจะเป็นเหมือนช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คือผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้นขยับขึ้นไม่มาก แต่ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวจะขยับมากกว่า

"ความต้องการซื้อตราสารหนี้แต่ละช่วงอายุไม่เท่ากัน กลุ่มอายุมากกว่า 10 ปี ลงทุนกระจุกตัวโดยกลุ่มประกันชีวิต ตลาดไม่สมบูรณ์แบบ หากมีการคาด การณ์ใดๆ ออกมาจึงมีผลกับตลาดนี้มาก เงินอาจไหลออกในช่วงสั้น ขณะที่ตราสารหนี้อายุสั้นๆ มีผู้เล่นหลากหลายกว่า ความต้องการซื้อและขายเจอกันได้มาก แม้เงินทุนต่างชาติไหลออกไปก็จะไม่มีผลกับราคาเพราะมีความต้องการในประเทศรอรับ" ธาดา กล่าว

ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไม่ใช่ตลาดที่แข่งขันกัน เพราะพฤติกรรมผู้ลงทุนต่างกันสิ้นเชิง กลุ่มที่ลงทุนตราสารหนี้ต้องการรายได้คงที่เข้ามาเก็งกำไรแทบไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ลงทุนหุ้นต้องการส่วนต่างจากราคาหุ้น โดยรวมทั้งสองตลาดมีไว้เพื่อเกื้อหนุนกัน เดินไปพร้อมกัน

ด้านผลพวงการผิดนัดชำระหนี้ตราสารหนี้ระยะสั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาด การออกหุ้นกู้ เดิมไม่ต้องมีหลักประกัน ปัจจุบันเริ่มเห็นการออกแบบมีหลักประกันมากขึ้น เพราะหากผิดนัดชำระหนี้ก็นำหลักประกันขายทอดตลาดได้

ธาดา กล่าวว่า ค่าชดเชยความเสี่ยงที่บวกขึ้นไปบนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล (เครดิตสเปรด) ก็เปลี่ยนแปลง โดยผู้ออกตราสารที่มีเครดิตเรตติ้งดีระดับ A+ ขึ้นไปมีต้นทุนการออกถูกลง เดิมบวก 1% ล่าสุดลดเหลือ 0.7-0.75% แต่สำหรับกลุ่มเครดิตเรตติ้งไม่ดี BBB+ ลงมาต้นทุนการออกเพิ่มขึ้น

แม้มีกรณีผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็เพียง 0.46% ของตลาดตราสารหนี้เอกชนโดยรวม จึงเชื่อว่าตลาดนี้ก็ยังต้องเดินหน้าเติบโตต่อไปเช่นเดียวกับตลาดทุนไทย

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม