
เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงบ่อยรู้ทันก่อนลงทุน
บทสนทนาด้านการเงินการลงทุน คงหนีไม่พ้นคำถามว่าผลตอบแทนย้อนหลังของการลงทุนหรือผลตอบแทนที่คาดหวังได้เท่าไร
โดย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (บลจ.กสิกรไทย)
บทสนทนาด้านการเงินการลงทุน คงหนีไม่พ้นคำถามว่าผลตอบแทนย้อนหลังของการลงทุนหรือผลตอบแทนที่คาดหวังได้เท่าไร สมัยเงินฝากให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปี คนส่วนใหญ่คงเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มูลค่าปรับขึ้นลงหวือหวาตามสภาวะตลาด รวมทั้งไม่อยากทำความเข้าใจการลงทุนที่ซับซ้อนและเผชิญหน้ากับผลขาดทุน ฝากเงินกับธนาคารนี่แหละสบายใจสุดแล้ว
แต่ปัจจุบันทุกคนคงรู้ดีว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำในไทยอยู่ที่ 1-2% ต่อปี ที่หนักกว่าคือในยุโรปและญี่ปุ่นอัตราดอกเบี้ยติดลบ คงมีคนตั้งคำถามว่าเพราะอะไรดอกเบี้ยถึงมีแต่ลดลง ไม่เพิ่มขึ้น คำตอบคือเศรษฐกิจในประเทศที่ดอกเบี้ยต่ำอยู่ในภาวะชะงักงัน ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน เช่น การปรับลดดอกเบี้ยทั้งขาฝากเงินและกู้เงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนจากทุกภาคส่วน ดังนั้น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงควรรู้ว่าเศรษฐกิจมีกี่แบบและมีลักษณะเป็นอย่างไร
วงจรเศรษฐกิจซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยมากมายมีทั้งหมด 4 แบบ ที่เชื่อมโยงกันในหลากหลายมิติ แม้ว่าการทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจอาจ จะดูยากและซับซ้อน แต่ถ้าเรามองเศรษฐกิจกับพฤติกรรมของคนที่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวด้วยหลักเหตุและผล เราจะเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายและลงทุนเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของ สภาวะตลาด
ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหรือเริ่ม ขยายตัว ความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเริ่มกลับมา การจ้างงานและการผลิตเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้รายรับเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังการใช้จ่ายและการลงทุน โดยธนาคารกลางซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและดำเนินนโยบายการเงิน มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้ม เป็นขาขึ้น หุ้นเลยเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เพราะอัตราการทำกำไรและสร้างรายได้ ของบริษัทต่างๆ ดูสดใส
ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวสูง คนจะใช้จ่ายเต็มที่ บริษัทขยายสาขา เปิดโรงงานเพิ่มการผลิตเพราะเงินทุน หมุนเวียนสูง ธนาคารพร้อมจะปล่อยกู้และคนกล้ากู้หนี้ยืมสินเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย แรงงานและวัตถุดิบเริ่มขาดแคลน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น คนจะเริ่มมีความรู้สึกว่าเงินร้อยบาทซื้อของได้น้อยลง (หรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น) ดังนั้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ การลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกมีแนวโน้มได้รับประโยชน์
ตามหลักการทั่วไปพอทุกคนมองโลกในแง่ดีเกินไป หนี้สินที่บริษัทกู้มาเพื่อขยายกิจการกลายเป็นปัญหา การลงทุนใหม่เริ่มชะลอตัว สต๊อกสินค้ามีมากเกินความต้องการเพราะคนเริ่มไม่กล้าใช้จ่ายเงินเหมือนก่อน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลง แต่ถ้าการแทรกแซงจากนโยบายต่างๆ ของธนาคารกลางและภาครัฐไม่ได้ผล การชะงักงันทางเศรษฐกิจจะส่งผลเป็นวงกว้าง ราคาข้าวของหรือเงินเฟ้อจะอยู่ ในระดับต่ำ
ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่ ภาวะถดถอยมายาวนานกว่า 20 ปี เนื่องจากประชาชนไม่ยอมใช้จ่าย บริษัท ลดกำลังการผลิต ปลดคนงาน แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าระบบหรือลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำ ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูไม่สดใสเพราะคนส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจแย่เลยลดรายจ่ายและเก็บเงิน ไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น คนมีแนวโน้ม ออมเงินในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง และมีความเสี่ยงต่ำอย่างตลาดเงินหรือ เงินฝาก
ด้วยเหตุนี้ สินทรัพย์แต่ละประเภทจะให้ผลตอบแทนในแต่ละวัฏจักรเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้ม เข้าลงทุนเพิ่มขึ้นในตราสารเสี่ยงต่ำหรือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนหุ้นหรือสินทรัพย์ทางเลือกในพอร์ตการลงทุนมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจเอื้อต่อการเติบโตของรายได้และผลกำไรบริษัท
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะ สินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนจัดทำ ณ วันที่ 20 ต.ค. 2560







