
ผลประกอบการแบงก์
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3 ออกมาครบแล้วเป็นกำไรสุทธิ 4.67 หมื่นล้านบาท
โดย จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected] & &
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3 ออกมาครบแล้วเป็นกำไรสุทธิ 4.67 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย)(CIMBT) และบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK)ซึ่งไม่อยู่ในการวิเคราะห์ของ FSS เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาส 2 แต่ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและต่ำกว่าที่คาดเพียง 6%
หากแบ่งตามลักษณะธุรกิจ พบว่าธนาคารที่ทำธุรกิจเช่าซื้อธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ซึ่งมีสัดส่วนกำไรประมาณ 11% ของทั้งกลุ่ม ทำกำไรได้ดีเยี่ยม เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 2 และ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นไปตามที่ FSS คาดการณ์
ขณะที่กำไรของธนาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาส 2 แต่ลดลงถึง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนถูกฉุดโดยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารทหารไทย (TMB) ซึ่งมีปัญหาเดียวกันคือการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ SCB ที่ทำให้เราผิดหวังมาก
ทั้งนี้ ธนาคารที่ FSS ชอบที่สุดยังคงเป็นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ตามด้วย TMB และ KKP
KKP น่าประทับใจสุดในแบงก์เล็ก
กำไรของ KKP ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นถึง 45% จากไตรมาส 2 และ 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ FSS คาดเล็กน้อย เพราะการตั้ง สำรองฯ ที่ลดลงเหลือเพียง 75 ล้านบาท (-83% จากไตรมาส 2, -93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
นอกจากนี้ ในไตรมาสนี้ยังมีกำไรจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) 149 ล้านบาท และกำไรจากเงินลงทุน 124 ล้านบาท สิ่งที่น่าประทับใจคือส่วนต่างดอกเบี้ยสินเชื่อที่ดีขึ้น เป็น 5.6% จาก 5.3% ในไตรมาสก่อน จากการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่ออัตราผลตอบแทนสูง อาทิ สินเชื่อเช่าซื้อรถใช้แล้ว และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) ลดลง 292 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.6% ของสินเชื่อรวม จาก 5.8% ในไตรมาสก่อน ปรับตัวลงจากสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อธุรกิจอสังหาฯ และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ขณะที่ สัดส่วนสำรองต่อเอ็นพีแอล 106% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน
FSS ยังคงประมาณการกำไรปี 2561 ที่ 5,900 ล้านบาท เติบโต 3% ราคาที่เหมาะสมในปีหน้าเท่ากับ 79 บาท
KTB ยังตั้งสำรองฯ
กำไรของ KTB ลดลง 62% จากไตรมาส 2 และ 63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำกว่าที่คาด เกิดจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่สูงถึง 1,390 ล้านบาท +86% จากไตรมาส 2 และ +79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการตั้งสำรองฯ เกินกว่าปกติรองรับเอ็นพีแอล และมาตรฐานบัญชีใหม่
แนวโน้มการตั้งสำรองฯ จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 4 และอาจลดลงไม่มากในปี 2561 จึงแนะนำเปลี่ยนตัวเป็น KBANK หรือ TMB น่าสนใจกว่า
SCB กำไรน่าผิดหวัง
SCB รายงานกำไรสุทธิ 10,130 ล้านบาท ลดลง 15% จากไตรมาส 2 และ 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนน้อยกว่าที่ FSS คาด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นถึง 51% จากไตรมาส 2และ 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าคาด ซึ่งในจำนวนนี้ราว 2,500 ล้านบาท เป็นสำรองพิเศษเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชี IFRS 9







