
ผู้ถือหุ้น = ตัวประกัน
อ่านจั่วหัว แล้วคงมีหลายคนขุ่นๆ แอบค้อนว่าหยิบเรื่องเชิงลบ ฟังแล้วไม่สร้างสรรค์ เรื่องอื่นมีตั้งมากมาย ไยไม่พูดล่ะ
โดย สิริพร
อ่านจั่วหัว แล้วคงมีหลายคนขุ่นๆ แอบค้อนว่าหยิบเรื่องเชิงลบ ฟังแล้วไม่สร้างสรรค์ เรื่องอื่นมีตั้งมากมาย ไยไม่พูดล่ะ
ต้องยอมรับกันว่า ในโลกทุนนิยม การแปล ตีความข้อมูลข่าวสารอาจมีความแตกต่างมุมมองของแต่ละคนไปอย่างสิ้นเชิง เห็นต่าง มองต่าง จึงเกิดการซื้อ-ขายขึ้น อย่างไรเล่า
บางวันการข่าวไม่ดี มีการซ้อมรบ ตั้งพิกัดการยิงขีปนาวุธ จนน่าจะเกิดขยายวงสงคราม นักลงทุนบางคนหวั่นใจ ก็เทหุ้นออกขาย แต่บางคนใจเข้มแข็ง เล็งว่าคงไม่มีอะไรบานปลาย จึงตะลุยซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาถึงจุดที่รอรับได้ ล้วนเป็นเรื่องปกติ ใช่ไหม
ผู้ลงทุน เมื่อเลือกซื้อหุ้น เราก็จะเรียกคำใหม่ว่า เป็น "ผู้ถือหุ้น" มีสภาพเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ และยามใดที่ขายออก ก็จะหมดสภาพการเป็นเจ้าของทันทีเช่นกัน นับเป็นความคล่องตัว เป็นอิสระที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกได้ จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่นิยมช่องทางนี้ ในการยังชีพ พวกเขาเรียกตัวเองว่า "นักลงทุน" หรือ "เจ้าของกิจการ" มองเท่ มีอิสระ ทำเงินได้ เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากราคาหุ้นลดลง เงินลงทุนย่อมย่อค่า เรียกว่า ขาดทุน และจะตัดใจขายออกไปได้หรือไม่นั้น น่าคิด
สถิติบัญชีผู้ลงทุนในหุ้นที่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์มีราว 1.2 ล้านบัญชี รายชื่อ ผู้ถือหุ้นในหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราว 4.2 ล้านรายชื่อ และพบว่าสถิติการซื้อขาย รายวัน เป็นการซื้อขายของผู้ลงทุนรายบุคคลราว 60-70%
นั่นหมายถึงมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในวันนี้ราว 5 หมื่นล้านบาทนั้น จะเป็นเงินของนักลงทุนรายบุคคลราว 3-3.5 หมื่นล้านบาท
การตัดสินใจซื้อ-ขาย เป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของเงินทุกคน แต่เกมตัวเลขที่วิ่งขึ้น เป็นตัวเร่งการตัดสินที่มี "ความโลภ" เป็น เดิมพันของมนุษย์ ส่วนตัวเลขที่วิ่งลง ก็เป็นตัวเร่งความกังวลใจไม่แพ้กัน
การจำแนกกลุ่มหุ้นในกระดานซื้อขาย เราเห็นกันอยู่แล้ว อาทิ SET50, SET100 แบ่งตามประเภทกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เลือกพิจารณากันได้ตามจริตของแต่ละคน
เอกลักษณ์ของหุ้นไทยที่หลายตลาดเขาพยายามเข้าใจ คือ การมีกลุ่มก้อนของนักลงทุนรายบุคคลในสัดส่วนที่ มากกว่านักลงทุนประเภทสถาบัน ข้อดี คือ ตลาดคึกคัก ข้อพึงระวัง คือ การลงทุนเป็นความเสี่ยง ขาดทุนจากการลงทุน อาจเงินหมดตัวก่อนแก่หรือยากจน เงินขาดมือแต่ยังไม่ตาย
ความคึกคักของหุ้นไทย จาก ผู้ลงทุนรายบุคคล จึงมีการตามมาของ "หุ้นประชานิยม" หมายถึง มีจำนวน ผู้ถือหุ้นมาก พอมีราคา ขยับตัว ขึ้น-ลง จะด้วยเหตุใดก็สุดแท้แต่ ราคาย่อมเย้ายวน ชวนติดปลายนวม กำไรบ้าง รอกำไรบ้าง
จากข้อกำหนดว่า บริษัทจดทะเบียนที่จะดำรงสถานะของการเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นั้น ต้องมีผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 150 รายนั้น เป็นอันผ่านฉลุย ไร้ข้อกังวล
แต่เมื่อเป็นหุ้นยอดนิยม การขึ้น-ลง เป็นคลื่นหลายระลอก ทำให้มีผู้ถือหุ้นอาจถือครองหุ้นแบบ "ติดดอย" ที่พูดกัน ขบขันแต่เจ็บลึก คือ ถ้าขายได้ คงออกของ ไปนานแล้ว
หุ้นประเภทนี้จึงมักมีจำนวนผู้ถือหุ้นจำนวนมาก และเมื่อราคาปรับตัวลดลง ก็มักจะตัดใจไม่ขาด ขายไม่ลง กรีดน้ำตาไม่สุด จึงต้องถือหุ้นแช่แป้งอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา กลายเป็นผู้ถือหุ้นถาวร รอคอยการปรับตัวขึ้นของราคาเพื่อขายออก แต่วันนั้นจะเดินทางมาถึงเมื่อใด ไม่มีใครตอบได้เลย เพราะอาจกลายเป็นหุ้นไร้อนาคตไปแล้ว หรือถูกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทิ้งร้าง รอให้บางกลุ่ม บางคนมาปัดฝุ่นใหม่ ที่เราเรียกได้หลายแบบ อาทิ Backdoor เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรืออื่นๆ
กรณีหุ้น "ประชานิยม" มักเป็นหุ้นที่มีเรื่องราวซับซ้อน ด้วยหลายปัจจัย อาทิ การบินไทย ที่มีราคาตั้งแต่ 60 บาท ป่านนี้ ยังเงยหัวเชิดราคาไม่ถึง จนกลายเป็นหุ้นที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นมากที่สุดของตลาดหุ้นไทย คือ ราว 1.2 แสนราย
หน่วยงานกำกับดูแลหนักใจไม่น้อยกับการต้องใช้ความระมัดระวังที่อาจส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้นที่ขยายวงกว้างขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้ จะลงดาบก็ลังเล เพราะบาดเจ็บนับร้อย นับพันราย ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งในด้านฐานะการเงินถดถอย มีปัญหาเรื่องงบการเงินหรือการประกอบธุรกิจไม่เหมาะสม นัยว่า เพื่อเป็นการเตือนนักลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจทำการซื้อขายในวันที่ 30 ต.ค.นี้ คืบหน้าอย่างไร ไปติดตามกันได้
เปรียบเปรยไปแล้ว สำหรับหุ้นประชานิยม ที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นมากมาย อาจไม่ต่างจากการเป็น "ตัวประกัน" ที่หน่วยงานกำกับ เพราะเกรงจะเกิดผล กระทบกับผู้ถือหุ้น ต่างจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมาตรการ หรือยาแรงต่างๆ ที่จะออกมาดำเนินการ ทั้งที่ต้องยืดหยุ่นเรื่องระยะเวลาที่ต้องทอดเวลาออกไปให้พยายามฟื้นตัว หรือการให้โอกาส ผู้บริหาร อาทิ กรุ๊ปลีส (GL) มีผู้ถือหุ้น ราว 3,700 ราย บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) 2.7 หมื่นราย บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) 2.4 หมื่นราย เป็นต้น
บางหนทางพบว่า "เสี่ยหุ้น" บางรายลงทุนซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ มากจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นติดอันดับต้นๆ เมื่อ "ออกของ" ไม่ได้ จึงต้องหันมาเผชิญหน้า ลุกขึ้น มารวบรวมเสียงแล้วขอเข้ามาบริหารเองกับมือ ปรากฏการณ์แปลกๆ แบบนี้ อาจเกิดอีกหลายกรณีให้เราได้เห็นกันอีกมากมาย เมื่อโลกของการลงทุนใบนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...







