posttoday
พิเชฐ โสวิทยสกุล ผมแค่เดินตามศาสตร์พระราชา

พิเชฐ โสวิทยสกุล ผมแค่เดินตามศาสตร์พระราชา

21 ตุลาคม 2560

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี"หากจะมีใครสักคนนำศาสตร์พระราชาไปใช้ อย่าเพียงแค่คิด ต้องลงมือทำเลย เพราะท่านทรงคิดไว้ให้พวกเราอย่างดี สิ่งที่ผมทำอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางไว้ แล้วผมแค่ทำให้เป็นรูปเป็นร่างเป็นความจริงขึ้นมา" ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่าไว้ เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโคก หนอง นา โมเดล แนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ตามรอยพระราชดำริ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองให้้มากที่สุด

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

"หากจะมีใครสักคนนำศาสตร์พระราชาไปใช้ อย่าเพียงแค่คิด ต้องลงมือทำเลย เพราะท่านทรงคิดไว้ให้พวกเราอย่างดี สิ่งที่ผมทำอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางไว้ แล้วผมแค่ทำให้เป็นรูปเป็นร่างเป็นความจริงขึ้นมา" ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่าไว้ เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโคก หนอง นา โมเดล แนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ตามรอยพระราชดำริ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองให้้มากที่สุด

จากอาจาร์ยสอนวิชาสถาปัตย์มาสู่นักพัฒนาชุมชน อาจฟังดูแปลกไปสักนิด แต่ทุกเรื่องราวย่อมมีที่มา พิเชฐ เล่าที่มาที่ไปก่อนจะเข้ามาสู่โครงการนี้ว่า

"ผมเคยเอาความรู้ในวิชาสถาปัตย์ไปออกแบบโครงการหลวงที่ดอยอินทนนท์ เมื่อประมาณปี 2547 ออกแบบให้กับชาวบ้านร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามแห่งประเทศไทย ซึ่งโครงการนั้นเต็มไปด้วยนักวิชาการผู้ทรงความรู้หลากหลาย เรียกได้ว่าน่าจะประสบความสำเร็จแน่ๆ

ลงพื้นที่ไปอยู่กับชาวบ้านครึ่งเดือน คิดไว้อย่างรอบคอบ ออกแบบพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้และอื่นๆ อีกมากมาย แต่พอเรากลับไป สิ่งที่เราไปสร้างให้ชาวบ้านไม่ได้เอาไปทำต่อ ความคิดเราในตอนนั้นก็คือเราไม่เข้าใจว่าทำไม เราก็ทำถูกตามหลักวิชาการแล้วนี่นา แล้วเราก็ไม่ได้ใช่ว่าจะทำเพียงคนเดียวด้วย

ยังมีคณาจารย์ผู้ทรงความรู้ในหลายๆ มหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยกัน แล้วทำไมโครงการนั้นถึงไปไม่รอด ผมเก็บคำถามนี้ไว้ในใจว่าทำไมชาวบ้านถึงสานต่อโครงการนี้ด้วยตัวเองไม่ได้ จนกลายเป็นเป้าหมายหนึ่งที่เราคิดว่าจะต้องทำให้สำเร็จ"

หลังจากนั้นพิเชฐก็เริ่มค้นคว้าหาต้นแบบโครงการทำเคยประสบความสำเร็จดูว่ามีใครในประเทศไทยที่เป็นคนนอกพื้นที่และมีความพยายามเข้าไปพัฒนาชาวบ้านสามารถทำต่อได้คือใคร ค้นหาข้อมูลไปๆ มาๆ ก็พบว่าคนคนนั้นก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 ของพวกเราชาวไทยนั่นเอง

พิเชฐ เปิดแผนที่บนกระดานให้เราดูแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ทำงานโครงการโคก หนอง นา โมเดล เกือบ 1,000 จุดที่มีกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ และเปรยขึ้นมาว่า "ทุกจุดที่เห็นไม่มีพื้นที่ไหนเลยในประเทศไทยที่ไม่มีโครงการที่พระองค์ท่านได้พระราชทานเอาไว้ ผมไปถึงก็แค่นำสิ่งที่พระองค์ทรงคิดไว้แล้วเอามาทำแค่นั้นเอง ผมไม่ได้คิดอะไรใหม่เลย

ทำให้ผมรู้ว่าวิชาที่ร่ำเรียนมาจากฝรั่งและเคยนำไปใช้พัฒนาชุมชนไม่ได้เหมาะกับบริบทของประเทศไทยทั้งประเทศ มันอาจจะเหมาะกับการทำให้กับเจ้าของโครงการที่มีเงินทุน แต่ไม่ได้เหมาะกับสังคมของคนยากจน เลยกลายเป็น แรงบันดาลใจให้มาสนใจทางด้านนี้"

หลังจาก พิเชฐ รู้ว่ามีใครเป็นต้นแบบ จึงเริ่มค้นหาว่ามีที่ไหนที่มีการสอนวิชาศาสตร์พระราชาบ้าง ก็พบว่ามีอยู่เพียงมหาวิทยาลัยเดียว คือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เปิดหลักสูตรชื่อว่าหลักสูตรการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน เป็นหลักสูตรปริญญาโท คนที่คิดทำหลักสูตรนี้ คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล และคนที่มาสอนก็ล้วนแต่เป็นคนที่ เคยถวายงานพระองค์ท่าน เช่น อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด, จึงสมัครหลักสูตรนี้อย่างไม่ลังเล

"ตอนนั้นประมาณปี 2552 ผมก็ยังทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ลาดกระบังนี่แหละ วันเสาร์-อาทิตย์ ก็นั่งรถทัวร์ไปเรียนที่เชียงใหม่แล้วก็นั่งกลับมาทำงาน เรียน 2 ปีจบ ก็ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงคิดเอาไว้ให้พวกเรานั้นมีเยอะมาก และมีตัวอย่างความสำเร็จอยู่เต็มไปหมดและยังได้เจออาจารย์ที่มีความสามารถสูงที่เคยถวายงานพระองค์ท่าน

พอเรียนจบกลับมาตอนนี้เราก็มีอาชีพสถาปัตย์เป็นทุนเดิม และยังมีวิชาแนวทางการพัฒนาของในหลวง รัชกาล 9 ที่ได้มา ไหนๆ เรียนมาแล้วเราต้องการหาพื้นที่ทำงาน หาคนที่ทำงานจริงโดยที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินอะไรมากมาย เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าโครงการพระองค์ท่านมี ทั้ง 4,600 กว่าโครงการแต่ยังเป็นโครงการที่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินของรัฐอยู่ ในประเทศไทยมีอยู่ที่เดียวที่เป็นโครงการของในหลวงแล้วสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองก็คือ โครงการภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก

จึงทำเป็นโครงการโคก หนอง นา โมเดล เป็นการบริหารการจัดการน้ำตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งทำให้ผมได้รับรู้ถึงพระอัจฉริยภาพในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ภูผาสู่มหานที น้ำที่ลอยอยู่บนฟ้าในก้อนเมฆพระองค์ยังทรงสามารถดึงเอาลงมาใช้ได้ ดึงมาใช้แล้วจะเก็บอย่างไร ตั้งแต่ภูเขา ลำธาร แม่น้ำ และก่อนจะปล่อยลงสู่มหาสมุทร พระองค์ทรงมีวิธีจัดการหมด

เวลาที่ผมจะต้องไปออกแบบพื้นที่ไหน ผมจะดูก่อนเลยว่าพื้นที่ที่ผมไปทำมีโครงการอะไรอยู่ใกล้ๆ ถ้ามีโครงการในหลวง รัชกาลที่ 9 อยู่บริเวณนั้นอยู่แล้ว พระองค์จะทรงคิดเอาไว้หมดแล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นมีปัญหาอะไร จะต้องทำอะไรบ้าง แก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งทั้ง 4,600 กว่าโครงการ พระองค์ท่านทรงมีวิธีการจัดการปัญหาที่แตกต่างในรายละเอียดออกไป ไม่ใช่การเอาความสำเร็จในพื้นที่หนึ่งไปใช้อีกพื้นที่หนึ่ง

เพราะแต่ละจุดในประเทศไทยมีวิธีการแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกัน สภาพดิน น้ำ สภาพสิ่งแวดล้อม สำคัญที่สุดนิสัยใจคอของคนในแต่ละท้องถิ่นมีวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ต้องมีวิธีการแก้ปัญหาที่ให้ถูกกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงคิดเอาไว้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้มีใครเอาแนวคิดท่านไปทำ"

คณบดีผู้นี้อธิบายต่อว่า "โคก หนอง นา โมเดล เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารจัดการน้ำที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้ ท่านทรงคำนวณไว้อย่างละเอียดว่าจะต้องบริหารจัดการอะไรบ้าง เวลาเราออกแบบให้กับชุมชนเราก็จะต้องคำนวณว่าคนหนึ่งครอบครัวจะต้องกินข้าวเท่าไร ปริมาณข้าวที่ปลูกได้ทั้งปีและสามารถกินได้โดยไม่ต้องซื้อเพิ่มจะต้องใช้พื้นที่เท่าไร จะต้องใช้น้ำแค่ไหน จะปลูกพืชผักอะไร

จนถึงเรื่องของการกักเก็บน้ำตั้งแต่พื้นที่เก็บจนถึงอัตราน้ำระเหยขึ้นสู่อากาศ ทรงบอกไว้อย่างชัดเจนว่าน้ำจะระเหยวันละประมาณ 1 เซนติเมตร ทั้งปีน้ำจะหายจากบ่อไป 3 เมตร แล้วเราจะต้องขุดบ่อน้ำให้มีความลึกและมีขนาดกว้างคูณยาวเท่าไรถึงจะเพียงพอต่อการใช้น้ำตลอดปีจนกว่าฝนแรกของฤดูในปีถัดไปจะมาถึง

อย่างพื้นที่แรกที่ผมทำก็คือการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชกระแสรับสั่งว่าลุ่มแม่น้ำป่าสักบริหารจัดการยากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ภูเขาที่มีความชันสูง อัตราไหลของน้ำค่อนข้างที่จะเร็ว ทำให้กักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำทำได้ยากที่สุด เราก็เลยเริ่มที่นี่

โจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับเรามากก็คือ เขื่อนป่าสัก ชลสิทธิ์สามารถกักเก็บน้ำได้ 1,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ว่ามีปริมาณน้ำฝนตกต่อปีในพื้นที่นี้อยู่ 5,000 ล้าน ลบ.ม. เราเก็บได้แค่ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเท่านั้น สิ่งที่เราเข้าไปแก้ไขก็คือเราออกแบบหลุมขนมครกเก็บน้ำกระจายทั่วพื้นที่ ถ้าทำได้ 1 แสนจุด ก็จะสามารถเก็บน้ำได้มากกว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 4 เท่า โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนและยังเป็นการกระจายความชุ่มชื้นให้กับพื้นดินและป่าทั่วถึงทั้งบริเวณ

โคก หนอง นา โมเดล ตามเส้นทางศาสตร์พระราชานี้มันไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบการบริหารจัดการกักเก็บน้ำในแต่ละพื้นที่ให้มีความเหมาะสม แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่ผมทำก็คือใช้วิชาสถาปัตย์เข้าไปเสริมการออกแบบแลนด์สเคป หรือภูมิสถาปัตย์ให้มีความสวยงาม และเป็นพื้นที่ที่กินได้ตลอดทั้งปี อาจจะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นบ้าง"

พิเชฐ ทิ้งท้ายกับเราว่า "พระองค์ท่านทรงใช้หลักธรรมชาติแก้ไขปัญหาธรรมชาติ เช่น ถ้าพูดถึงปัญหาหน้าดินทลายให้ผมก่อนหน้านี้เข้ามาแก้ก็คงออกแบบวางเหล็กเส้นก่อปูนปิดป้องกันหน้าดินทลายไปแล้ว แต่ในหลวงท่านทรงใช้หญ้าแฝกเข้าไปจัดการใช้ธรรมชาติจัดการปัญหาธรรมชาติ นอกจากจะไม่เสียหน้าดินแล้วยังได้ประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่วิชาของฝรั่งต้องใช้ งบประมาณสูงทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

แต่แนวทางของพระองค์ท่านนอกจากช่วยเหลือประชาชน แล้ว ยังอนุรักษ์ไว้ซึ่งธรรมชาติ และหากใครสักคนคิดจะช่วย กันพัฒนาประเทศของให้ลงมือทำ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะพระองค์ท่านคิดไว้ให้กับพวกเราไว้หมดแล้วเราแค่ช่วยกันลงมือ ทำแค่นั้นก็พอ" n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม