
ปราบฉวยโอกาส
กลไกอุปสงค์อุปทานจะทำงานทุกครั้งเมื่อมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
กลไกอุปสงค์อุปทานจะทำงานทุกครั้งเมื่อมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปีเมื่อความต้องการบริโภคอาหารเจมากขึ้นจะทำให้ผักผลไม้ปรับราคาขึ้นตามกลไก และยิ่งในปีนี้เป็นช่วงเดียวกับงานสำคัญของชาติวันที่ 26 ต.ค. มีผู้ตั้งใจจะกินเจเพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลมากขึ้น จึงอาจทำให้ผักผลไม้แพงมากกว่าปกติบ้าง รวมทั้งสินค้าเกี่ยวกับงานสำคัญ เช่น เครื่องแบบข้าราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปจัดการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะช่วงเกือบ 10 วันที่ความต้องการจะเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เพื่อให้ราคาเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ผลิต
เป็นที่ทราบกันดีว่า ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ราคาพืชผัก ผลไม้ จะปรับสูงขึ้นช่วง 9 วันของเทศกาลกินเจตามกลไกตลาด โดยเทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 20-28 ต.ค. และปีนี้เป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับงานสำคัญของชาติ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 26 ต.ค. 2560 ส่งผลให้พสกนิกรชาวไทยปีนี้จะกินเจกันมากขึ้นเพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพ่อผู้เป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ ความต้องการดังกล่าวยิ่งทำให้อาหารเจขยับราคาเพิ่มกว่าปกติที่สูงขึ้นอยู่แล้วทุกปี
ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ จากการสำรวจราคาวันแรกที่เริ่มกินเจวันที่ 20 ต.ค. พบว่าราคาอาหารเจ วัตถุดิบที่นำไปประกอบอาหารเจ ผัก ผลไม้ อาหารเจสำเร็จรูปมีการปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 10-15% เช่น ราคาผักคะน้าขายปลีกปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 30-35 บาท เพิ่มเป็น 40-45 บาท ผักบุ้งจีน เพิ่มขึ้นจาก 22-25 บาท/กิโลกรัม เป็น 30-35 บาท ผักกาดหอมเพิ่มขึ้นจาก 35-40 บาท/กิโลกรัม เป็น 75-80 บาท ผักกาดขาวปลีกเพิ่มจาก 22-25 บาท/กิโลกรัม เป็น 25-30 บาท หัวผักกาดเพิ่มขึ้นจาก 20-25 บาท/กิโลกรัม เป็น 28-30 บาท ผักกวางตุ้งเพิ่มขึ้นจาก 22-25 บาท/กิโลกรัม เป็น 30-35 บาท
ขณะที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีการจัดเทศกาลกินเจในจังหวัดภาคใต้ เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.ภูเก็ต พบว่า ราคาอาหารเจปรับขึ้นไปมากถึง 20-30% เทียบกับการกินเจปีก่อน
การปรับราคาที่เพิ่มขึ้นสูงดังกล่าว หากเป็นไปตามกลไกตามต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นเชื่อว่าหลายฝ่ายคงยอมรับได้ ยิ่งถ้าราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นไปถึงมือเกษตรกรที่เพาะปลูกซึ่งอาจโดนกระทบจากน้ำท่วมผลผลิตเสียหาย แต่ถ้าราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นมาจากขั้นตอนของพ่อค้าขายส่งหลายช่วงมาจนถึงมือพ่อค้าขายปลีกที่ไปกดราคาเกษตรกร แต่มาปรับราคาขึ้นมากกว่าต้นทุนราคาน้ำมันที่ใช้ขนส่งที่ปรับขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงไปตรวจสอบเชิงลึกถึงแต่ละขั้นตอนไปถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นว่า ปรับขึ้นราคาเกินจริง ฉกฉวยโอกาสหรือไม่ หากมองเป็นภาพโดยรวมจะเห็นปัญหายากแก้ไม่ตรงจุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉวยโอกาสเกิดแค่สั้นๆ ช่วง 9-10 วันเท่านั้ัน
เช่นเดียวกับสินค้าที่เกี่ยวกับงานวันสำคัญของชาติวันที่ 26 ต.ค. ประเภทดอกไม้สีเหลือง อาทิดอกดาวเรืองที่ราคาขยับสูงขึ้น เครื่องแบบข้าราชการที่ปรับราคาสูงขึ้นมากผิดปกติ เช่น หมวกหม้อตาลขาว เครื่องแบบข้าราชการหญิง สำหรับแต่งกายในงานรัฐพิธี ปรับราคาจากใบละ 500-750 บาท ขึ้นเป็นราคาใบละ 1,300 บาท หรือเกือบเท่าตัว
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจริงจัง เพราะการฉวยโอกาสดังกล่าวเกิดช่วงสั้นแค่เกือบ 10 วัน หลังจากนั้นราคาก็จะวูบลงเร็วกลับสู่ปกติ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องเร็วเร่งด่วน







