
เร่งพัฒนาบุคลากร รองรับลงทุนอีอีซี
การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.)
การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบหลักการแผนพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี เพื่อรองรับความต้องการแรงงานสำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวม 6.35 หมื่นคน ภายใน 5 ปี (ปี 2560-2564)
คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) กล่าวว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตส่วนใหญ่ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญรองรับ จึงต้องเตรียมครูผู้ฝึกในสาขาที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่มีความต้องการแรงงาน 1.58 หมื่นคน ยานยนต์ไฟฟ้า 3.43 หมื่นคน การผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและโลจิสติกส์ 1.13 หมื่นคน และสาขาที่ประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญอาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกระทรวงศึกษาธิการได้ใช้เป็นเงื่อนไขในการขอส่งเสริมการลงทุนว่าจะอนุญาตให้มหาวิทยาลัยจากต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดมาเปิดสาขาที่ตอบรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้
ทั้งนี้ จะมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรับความเห็นของคณะกรรมการฯ ไปปรับปรุงแผนให้ครบถ้วน โดยในระยะสั้นต้องมีเรื่องโครงการหลักที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และมีความชัดเจนว่าสถาบันการศึกษาใดจะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านใด เพื่อเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 22 พ.ย. 2560
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องปรับปรุงระบบการศึกษาทั้งระบบในพื้นที่อีอีซี โดยเริ่มตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลให้มีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมกันนี้ได้พิจารณาด้านการพัฒนาด้านวิจัยและเทคโนโลยีที่จะรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย
คณิศ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการแนวทางการดำเนินโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (ทีจี เอ็มอาร์โอ แคมปัส) ดำเนินการโดย บริษัท การบินไทย ซึ่งศูนย์ซ่อมดังกล่าวมีความจำเป็นต่อสนามบินอู่ตะเภาในการส่งเสริมเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยไปสู่ระดับโลกเพื่อดึงดูดสายการบินทั่วโลกมาใช้บริการ ซึ่งภาครัฐจะมีมาตรการส่งเสริมในการก่อสร้างอาคารซ่อมบำรุง อาคารโรงซ่อมบริภัณฑ์ โรงพ่นสี พื้นที่ซ่อมบำรุงระดับลานจอด และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยมีวงเงินลงทุนอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น สิ่งปลูกสร้าง 7,600 ล้านบาท และเครื่องมืออุปกรณ์ 4,000 ล้านบาท
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนจะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการในอัตราที่เหมาะสมต่อไป คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากกว่าปีละ 3,500 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายเริ่มดำเนินธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงได้ภายในปี 2564
ด้านความคืบหน้าการลงทุนร่วมกับแอร์บัสเพื่อตั้งบริษัทร่วมลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน จะมีการลงนามสัญญา 2 ฉบับ ประกอบด้วย 1.สัญญาข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 องค์กรในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อกำหนดขอบเขตว่า การบินไทยและแอร์บัสจะดำเนินการอย่างไร และ 2.สัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจะใช้เวลากำหนด รายละเอียด โดยจะลงนามได้ช่วง ปลายปี 2561-ต้นปี 2562







