posttoday
รัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง : อดีตบอกอนาคต?

รัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง : อดีตบอกอนาคต?

18 ตุลาคม 2560

อรรถสิทธิ์ พานแก้วช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่ชัดกับการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากที่กำหนดไว้ในโรดแมปของ คสช.ได้กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้งหนึ่ง ความพยายามในการหาคำตอบจากทั้งสองคำถามก็ยังคงไม่ได้หายไปจากการคาดเดาของผู้ที่เฝ้ารอการเลือกตั้ง

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่ชัดกับการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากที่กำหนดไว้ในโรดแมปของ คสช.ได้กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้งหนึ่ง ความพยายามในการหาคำตอบจากทั้งสองคำถามก็ยังคงไม่ได้หายไปจากการคาดเดาของผู้ที่เฝ้ารอการเลือกตั้ง

จริงอยู่ที่โดยหลักการแล้วการ จะกำหนดวันเลือกตั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับการแล้วเสร็จของร่าง พ.ร.ป.อีก 2-3 ฉบับที่จะส่งผลเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง และยังคงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สนช.ว่าจะมีการแก้ไขหรือทักท้วงใน รายละเอียดของร่าง พ.ร.ป. ที่ส่งมาจากคณะกรรมการร่างฯ หรือไม่อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นเอาเข้าจริงความแน่นอนของวันเลือกตั้งนั้นไม่อาจจะบอกว่าแน่นอนได้เลย เพียงได้แต่บอกว่าการเลือกตั้งจะมีแต่เมื่อไหร่ก็ยังคงขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยเช่นกัน

แต่ความแน่นอนที่ไม่ต้องคาดเดาในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งที่จะมีในอนาคตก็คือ การมีรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นความแน่นอน ที่เกิดจากการออกแบบระบบการเมืองโดยรวมจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันได้แก่ การใช้ระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว รวมถึงข้อกำหนดในการจัดตั้ง ทำกิจกรรม และการมีการเลือกตั้ง ขั้นต้น ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ก็เป็นสิ่งชี้วัดถึงความแน่นอนของการมีรัฐบาลผสมในอนาคตหลังการเลือกตั้งแทบ จะหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

จริงๆ แล้วคนไทยเรานั้นมีความคุ้นชินกับการมีรัฐบาลผสมและอาจจะมีทัศนคติที่ไม่สู้จะดีกับการมีรัฐบาลในประเภทแบบนี้ ความรู้สึกแรกของคนที่มีต่อรัฐบาลผสมในการเมืองไทยนั้นมักจะออกมาในเรื่องของการไม่มีเสถียรภาพในทางการเมืองและการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองโดยเฉพาะการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ

คำอธิบายต่อทัศนคติในทางที่ ไม่สู้จะดีต่อการมีรัฐบาลผสมแบบ ไทยๆ นั้น มีสาเหตุที่พอจะแสดงให้เห็นได้ว่า ความไม่มีเสถียรภาพนั้นไม่ได้เกิดจากพรรคการเมืองเสียฝ่ายเดียว ระบบการเมืองในอดีตนั้นก็เป็นส่วนของบริบทที่ก่อให้เกิดผลที่เห็นได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ โดยหลักการแล้วการมีรัฐบาลผสมหาใช่แต่ว่าจะนำความไม่มีเสถียรภาพมาสู่ระบบการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองในอีกด้านหนึ่งการมีรัฐบาลผสมก็หมายถึงการมีความหลากหลายของนโยบายที่กอปรกันขึ้นในรัฐบาลนั่นเอง แต่การขาดหายไปในประเด็นนี้ในการเมืองไทยก็อาจจะไม่ได้มาจากฐานของความไม่แตกต่างกันในนโยบายของพรรคการเมือง อย่างเดียว เพราะอาจจะเกิดจากความไม่ต่างในฐานคิดทางการเมืองของ คนไทยได้เช่นเดียวกัน

เช่นนี้แล้ว การทำความเข้าใจในอดีตของการจับขั้วรัฐบาลผสมของประเทศไทย ก็น่าจะทำให้เข้าใจในอนาคตของรัฐบาลผสมในการเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นจากความตั้งใจในการออกแบบและบริบทรายล้อมได้ เป็นอย่างดี

การอธิบายถึงการจับขั้วกันเพื่อ จัดตั้งรัฐบาลตามหลักวิชาการนั้น มีคำอธิบายถึงลักษณะและวิธีการจับขั้วรัฐบาลผสมออกมาเป็น 2 แนวทางการอธิบาย คือ หนึ่ง การจับขั้วเพื่อให้ได้ตำแหน่งและที่นั่งรัฐมนตรีในรัฐบาล และ สอง การจับขั้วเพื่อให้ได้กำหนดนโยบายของรัฐบาล ซึ่งลักษณะของการจับขั้วรัฐบาลทั้งสองนี้ได้มีส่วนของการทำให้เกิดผลต่อเนื่องไปสู่ความสนใจว่าการจับขั้วนั้นจะทำให้ขนาดของรัฐบาลผสมนั้นจะมีขนาดเท่าไร เพราะขนาดที่ดีของการจับขั้วนั้นควรจะมีขนาดที่พอดี

สำหรับประเทศไทย การจับขั้วรัฐบาลนั้นสามารถบอกได้ว่ามักเป็นการจับขั้วที่หวังตำแหน่งมากกว่าความหวังในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล แต่นั่นก็เป็นเพราะความแน่ชัดในความต้องการทางนโยบายของคนไทยที่ยังไม่มีบทสรุปของความแตกต่างที่ชัดเจน

ในอดีตปัจจัยสำคัญของการที่พรรคการเมืองต้องจับขั้วรัฐบาลผสม ก็มาจากการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นระบบการเลือกตั้งที่ใช้ก่อนปี 2540 อีกส่วนหนึ่งก็มาจากพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยเองที่เลือกคนมากกว่าเลือกพรรค

และเมื่อต้องจับขั้วรัฐบาล พรรคการเมืองก็มักจะจับที่เกินพอดี นั่นคือ การจับขั้วขนาดที่สมาชิกฝั่งรัฐบาลจะต้องมีจำนวนมากพอที่เมื่อพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัวออกไป รัฐบาลก็ยังคงไม่ประสบปัญหาการล่มของขั้วรัฐบาล แต่การจับขั้วที่เกินพอดี ก็นำมาสู่ปัญหาของความยุ่งยากในการต่อรองและการแบ่งสรรตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่ง อื่นๆ ให้เกิดความยุ่งยากและซับซ้อน

สาเหตุที่ทำให้ต้องจับขั้วแบบเกินพอดี ก็มาจากผลของการเลือกตั้งในช่วงหนึ่งที่พรรคการเมืองต่างๆ นั้นได้คะแนนเสียง (ที่นั่ง) ในจำนวนที่ ใกล้เคียงกัน จึงทำให้พรรคที่มีคะแนนเสียงมาเป็นที่หนึ่งต้องจับขั้วกับหลายๆ พรรค เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งปี 2535 และปี 2539 ที่พรรคอันดับที่ 1 และ 2 มีคะแนนเสียงต่างกันเพียง 2 เสียง

และการจับขั้วแบบเกินพอดีนี้เองจึงเป็นเหตุของการไม่มีเสถียรภาพและการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ที่เป็นเชื้อของทัศนคติในทางลบกับรัฐบาลผสม

แต่อีกช่วงหนึ่งเมื่อมีการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสม (รัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550) และผลของระบบการเลือกตั้งแบบผสมนี้ทำให้เกิดระบบพรรคการเมืองแบบน้อยพรรคหรือสองพรรค ทำให้การจับขั้วพรรคนั้นลดความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลไปได้

เช่นนี้แล้ว คำตอบที่ให้ในย่อหน้าที่ผ่านมาว่า แม้ความแน่นอนของวัน เลือกตั้งจะยังไม่เกิดขึ้นแต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่ารูปแบบของรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มากกว่าความเป็นไปได้อื่นคือ การมีรัฐบาลผสมในรูปแบบที่คล้ายกับ ในช่วงก่อนปี 2540

แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันไปทั้งหมดเสียทีเดียว การมีรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น การจับขั้วพรรคต่างๆ ที่มีขนาดเกินพอดีก็ยังคงจะมี ให้เห็น

และการจับขั้วที่ประกอบไปด้วยพรรคขนาดเล็กๆ หลายพรรคในขั้วของรัฐบาลก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเช่นที่ผ่านมา เพราะการจะมีโอกาสหลังการเลือกตั้งของพรรคขนาดเล็กตามรัฐธรรมนูญ 2560 นั้น ในมุมหนึ่งยังคงมีความ ไม่แน่ชัดว่าโอกาสของการได้ที่นั่งในสภานั้นจะมีมากตามที่ผู้ออกแบบระบบการเลือกตั้งได้หวังไว้หรือไม่ แม้ระบบการเลือกตั้งจะถูกออกแบบเพื่อโอกาสที่มากขึ้นของพรรคขนาดเล็ก แต่ข้อกำหนดในการตั้งพรรคและทำกิจกรรมตามข้อกำหนดใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพรรคขนาดเล็กจะได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม