
ธปท.เตือนดอกเบี้ยขยับ พึ่งกู้ต่างประเทศเสี่ยง
พรสวรรค์ นันทะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ที่ประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่สหรัฐอเมริกาในช่วงวันที่ 11-15 ต.ค. 2560 เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นชัดเจนขึ้น และโตแบบกระจายตัว (Broad-Based) มากขึ้น จึงปรับคาดการณ์การเติบโตปีนี้เพิ่มเป็น 3.6% และปีหน้าเป็น 3.7% ส่งผลดีต่อการลงทุน การผลิตภาคอุตสาหกรรม การว่างงานลดลง นำไปสู่ความมั่นใจและยั่งยืนของเศรษฐกิจ ส่งผ่านมาสู่การค้าโลกมีแนวโน้มกลับมาสูงได้มากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ทำให้คนเกิดความมั่นใจมากขึ้น ดีต่อแนวโน้มการส่งออก
พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ที่ประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่สหรัฐอเมริกาในช่วงวันที่ 11-15 ต.ค. 2560 เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นชัดเจนขึ้น และโตแบบกระจายตัว (Broad-Based) มากขึ้น จึงปรับคาดการณ์การเติบโตปีนี้เพิ่มเป็น 3.6% และปีหน้าเป็น 3.7% ส่งผลดีต่อการลงทุน การผลิตภาคอุตสาหกรรม การว่างงานลดลง นำไปสู่ความมั่นใจและยั่งยืนของเศรษฐกิจ ส่งผ่านมาสู่การค้าโลกมีแนวโน้มกลับมาสูงได้มากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ทำให้คนเกิดความมั่นใจมากขึ้น ดีต่อแนวโน้มการส่งออก
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมปรับดีขึ้น โดยเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับดีขึ้น จากแคนาดา ยุโรป ญี่ปุน เป็นหลัก แต่กลุ่มนี้มีข้อจำกัดทำให้ขยายตัวได้ต่ำ เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง และสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สหรัฐยังขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (อีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต) โดยรวมปรับดีขึ้น โดยเฉพาะจีนที่ยังโตได้ระยะปานกลาง แต่ระยาวยังมีความท้าทายในการปฏิรูปโครงสร้างภาคเศรษฐกิจและภาคการเงิน หากจีนโตต่ำก็อาจกระทบการเติบโตของภูมิภาคได้
วิรไท กล่าวว่า ถึงเศรษฐกิจโลก จะขยายตัวได้ดีก็ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้หรือไม่ เงินเฟ้อโลกยังมีแนวโน้มต่ำต่อไป จาก 1) กำลังการผลิตส่วนเกิน 2) ในตลาดแรงงานมี การพัฒนานำเทคโนโลยี โรบอต ปัญหาประดิษฐ์ (AI) มาแทนแรงงานคน บวกกับมีเทคโนโลยีมาช่วยเปรียบเทียบ ราคา ทำให้ผู้ขายมีอำนาจต่อรองขึ้นราคาได้ยาก
3) สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นทำให้ความต้องการออมมากขึ้นใช้จ่ายน้อยลง ทำให้การบริโภคส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อได้น้อย และ 4) ราคาพลังงานไม่เพิ่ม จากการพัฒนาการผลิตที่ดีขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำมันมีมาก เช่น เชลออยล์
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ถึงเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นแต่มองไปข้างหน้ายังมี ความเสี่ยงสูงจากแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่อาจมีผลต่อราคาสินทรัพย์ ต้นทุนการเงิน และอาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการพึ่งพิงเงินกู้ดอกเบี้ย ต่ำๆ ในต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงหากเตรียมรับมือไม่ดีอาจกระทบได้ โดยเฉพาะคนที่กู้เงินสั้นมาใช้ในระยะยาว หรือกู้ดอกเบี้ยต่ำในต่างประเทศมาใช้ หากดอกเบี้ยขยับและสภาพคล่อง ดอลลาร์ตึงตัวขึ้นภาระหนี้ที่เคยคิดว่าจะชำระหนี้ได้อาจทำไม่ได้
"แต่ไทยมีความเสี่ยงด้านนี้น้อย เพราะพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศต่ำ ดูจากสัดส่วนการเข้ามาถือตราสารหนี้ (บอนด์) ภาครัฐของนักลงทุนต่างชาติก็มีสัดส่วนแค่ 10% ต่างจากบางประเทศเพื่อนบ้านที่มี 35-40% ส่วนภาคธุรกิจเอกชนของไทยที่ไปออกบอนด์เพื่อกู้เงินในต่างประเทศก็มีไม่มาก ไม่น่ากังวล เพราะออกตามภาระของธุรกิจที่อยู่ในต่างประเทศ ฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่องความไม่สอดคล้องกันของอัตราแลกเปลี่ยน บวกกับทุนสำรองระหว่างประเทศและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ก็สูง" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลีที่ ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ออกไปในทางจะเผชิญหน้ามากกว่าจะเจรจากัน อาจกระทบต่อตลาดการเงิน นโยบายกีดกันทางการค้า มีการคัดค้านความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่อาจกระทบต่อการค้าโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจชะลอลงแรง รวมถึงปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime)
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลกสูงขึ้นจากความเปราะบางของระบบการเงินในบางจุด แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่จะแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนสูงขึ้น ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น แต่พฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for Yield) ก็ทำให้เกิดความเสี่ยง เห็นได้จากธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) กล้าเสี่ยงมากขึ้น จากดอกเบี้ยที่ถูกลงก็สะท้อนคุณภาพหนี้ที่ต่ำลง เห็นได้จากระดับหนี้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และการก่อหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้การเติบโตปีถัดไปชะลอลงได้ หรือการเข้าไปลงทุนในบอนด์ที่ไม่จัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือมีความน่าเชื่อถือ ไม่สูง ซึ่งเดิมการลงทุนในบอนด์เหล่านี้มีประมาณ 25% แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 50% ดังนั้นการทำนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายการเงินของไทย ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการดูความไม่สอดคล้อง และไม่ชะล่าใจด้าน การเงิน
"รอบนี้การพูดถึงการทำงานที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากปัจจุบันไปจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งโรบอต นวัตกรรมอัจฉริยะ ฯลฯ และฟินเทคที่จะนำไปสู่รูปแบบการกำกับความเสี่ยงใหม่ๆ และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ซึ่งนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และการปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปเศรษฐกิจจึงสำคัญเพื่อรองรับความผันผวนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวสรุป







