posttoday
แบงก์ชาติส่งไม้ต่อ สานงานค้าง-รับปัญหาใหม่

แบงก์ชาติส่งไม้ต่อ สานงานค้าง-รับปัญหาใหม่

15 ตุลาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ธนาคารกลางในประเทศหรือภูมิภาคทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือโลกให้ฟื้นฟูจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 ทำให้ในทศวรรษต่อมาธนาคารกลางจึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดอย่างมาก และผู้ที่ตลาดจะฟังเป็นพิเศษก็คือผู้ว่าการแบงก์ชาตินั้นๆ

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางในประเทศหรือภูมิภาคทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือโลกให้ฟื้นฟูจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 ทำให้ในทศวรรษต่อมาธนาคารกลางจึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดอย่างมาก และผู้ที่ตลาดจะฟังเป็นพิเศษก็คือผู้ว่าการแบงก์ชาตินั้นๆ

แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน จะต้องส่งไม้ต่อ ในปีหน้านี้ ขณะที่ยุโรปจะเปลี่ยนตัวในปลายปี 2019

ประเด็นนี้ก็กลายเป็นที่จับตาในการประชุมประจำปีของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่ง รอยเตอร์สระบุว่าเป็นดั่ง "คอนเสิร์ตบอกลา" ของผู้ว่าการกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และโจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี)

รอยเตอร์สระบุว่า ผู้ว่าการคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งต่อจากกลุ่มคนเหล่านี้จะต้อง "สานต่อ" งานที่คั่งค้างไว้ ทั้งนโยบายการเงินและการปฏิรูปโครงสร้าง รวมถึง "รับมือ" กับประเด็นใหม่อย่างค่าเงินดิจิทัล ที่กำลังสั่นสะเทือนอำนาจในการควบคุมตลาด การเงินของธนาคารกลาง

สำหรับผู้ว่าการเฟดคนต่อไป ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐจะเป็นผู้เลือก ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้นำคนใหม่ในการแทรกซึมอิทธิพลเข้าไปในธนาคารกลางเพื่อสนับสนุนนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยมีตัวเก็งที่สำคัญคือ "เควิน วอร์ช" ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ และการควบคุมภาคการเงินที่เข้มงวดมากเกินไป และยังมีแนวคิดที่ต้องการเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าเยลเลน

ทรัมป์ยังมีอีกตัวเลือกเป็น "เจอโรม พาวเวลล์" ซึ่งมีแนวคิดออกจากนโยบายการเงินเช่นเดียวกับ เยลเลน และต้องการลดการกำกับดูแลภาคธนาคารด้วย รวมถึงยังมีเยลเลนสมัย 2 เป็นตัวเลือกอีกหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเฟดคนต่อไป จะต้องดำเนินตามแผนการขึ้นดอกเบี้ย อย่างค่อยเป็นค่อยไป และแผนการ ลดขนาดงบดุลตามที่ประกาศมาไว้แล้วก่อนหน้านี้ หลังเฟดและเยลเลนใช้เวลายาวนานในการส่งสัญญาณดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อให้ตลาดเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงเวลาที่ธนาคาร กลางสิ้นสุดการเทเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ แบบปุบปับจากผู้ว่าการคนใหม่ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น

ในด้านของคุโรดะจากญี่ปุ่นนั้น การจะได้สมัยที่ 2 เพื่อสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องเดิมพันกับการเลือกตั้งในวันที่ 22 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยญี่ปุ่นยังคงไม่สามารถคว้าอัตราเงินเฟ้อได้ตามเป้าหมายของบีโอเจที่ 2% ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพนโยบายการเงินของบีโอเจ แม้จะลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำติดลบและทุ่มเงินมหาศาลไปกับคิวอี ซึ่งการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในนโยบายชูโรงสำคัญของนายก รัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น

เสียงสะท้อนต่อความไม่พอใจนโยบายการเงินในปัจจุบันดังขึ้นภายในบีโอเจเช่นกัน ทั้งฝ่ายที่เห็นว่าควรเลิกการกระตุ้น และฝ่ายที่เห็นว่าการกระตุ้นนั้นน้อยเกินไป โดยในการประชุมเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเงินของบีโอเจ 1 คน จาก 9 คน ระบุว่า ขนาดการกระตุ้นในปัจจุบันของญี่ปุ่นนั้นไม่เพียงพอต่อการสร้างอัตราเงินเฟ้อ

ส่วนในด้านของอีซีบีกำลังเตรียมพร้อมที่จะยุตินโยบายซื้อคืนสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในยุคสมัยของมาริโอ ดรากี ก่อนจะหมดวาระลงในปลายปี 2019 แต่งานใหญ่ของอีซีบีอย่างการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้การเติบโตของรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวยังคง ไม่เห็นผลยั่งยืน แม้ค่าจ้างเติบโตมากถึง 2% ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี แต่ยังคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้เพียง 1.5% และยังไม่ช่วยกระตุ้นเงินเฟ้อ

การปฏิรูปที่ยังคงไม่เสร็จสิ้นเกิดขึ้นกับจีนเช่นเดียวกัน โดย โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซี วัย 69 ปี ที่จะเกษียณในปีหน้าหลังครองตำแหน่งผู้ว่าการพีบีโอซีมายาว 15 ปี ตั้งแต่ปี 2002 ระบุว่า หนี้ภาคเอกชนของจีนยังคงสูงมากเกินไปซึ่งการลดหนี้เป็นเรื่องจำเป็นต่อเสถียรภาพการเงินของจีน เช่นเดียวกับการปฏิรูปการคลังเพื่อควบคุมหนี้ในรัฐบาลท้องถิ่น

ผู้ว่าการคนใหม่ที่ขึ้นมาจะต้องรับไม้ต่อจากโจวเสี่ยวฉวนในการปฏิรูปลดหนี้ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากภาคการผลิตและการลงทุนไปเป็นภาคบริการและการบริโภค ท่ามกลางรัฐบาลท้องถิ่นที่ยังจำเป็นต้องอุ้มรัฐวิสาหกิจของตนเองและไม่พร้อมที่จะลดหนี้ในเวลานี้

นอกจากนี้ บรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ รวมถึงคนที่ต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไปในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้ ยังจะต้องรับมือกับการมาถึงของสกุลเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีการเงินอื่นๆ โดย คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยก่อนหน้านี้ โลกจะเผชิญกับการพลิกโฉมครั้งใหญ่ ซึ่งธนาคารกลางและรัฐบาลโลกต้องหันมาจริงจังกับการรับมือสกุลเงินดิจิทัล

"ฉันคิดว่าเราจะได้เห็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่" ลาการ์ด กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี โดยระบุว่า เทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทคกำลังสร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมการเงินแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ช่วย ลดต้นทุนของธนาคาร

ธนาคารกลางไม่ได้นิ่งนอนใจต่อ "การเปลี่ยนแปลง" ในอุตสาหกรรม ซึ่งยังมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจกลายเป็นการก่ออาชญากรรมจากการใช้สกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการหลอกลวงที่ปั่นป่วนเสถียรภาพทางการเงิน โดยจีนได้สั่งห้ามการเสนอขายเหรียญครั้งแรก (ไอซีโอ) และปิดช่องทางแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลเป็นเงินหยวนไปก่อนหน้านี้

ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ ต่างมีความเคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวเช่นกัน โดยในปลายปี 2016 ที่ผ่านมา บีโอเจและอีซีบีร่วมมือกันศึกษาสกุลเงินดิจิทัล โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งบีโอเจเห็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะสร้างประโยชน์ให้กับเครือข่ายการโอนเงินและหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ของบีโอเจ ขณะที่ยังหาทางควบคุมกำกับดูแลไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ดรากีจากอีซีบีแสดงทัศนะว่า อีซีบีไม่มีอำนาจใดไปกำกับดูแลหรือแบนสกุลเงินดิจิทัล และอีซีบียังไม่มีการเปิดอภิปรายประเด็นดังกล่าว แม้อีซีบีมีแนวโน้มจะศึกษาเทคโนโลยี ดังกล่าวในแง่ของขนาด การใช้ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปในภายหลัง

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย เร่งให้ธนาคารกลางต้อง "รับมือ" และ "ส่งสัญญาณ" ต่อตลาดให้ดี ซึ่งผู้ที่รับบทบาทนั้นได้ดีที่สุดคือผู้ว่าการธนาคารกลาง ทั้งคนใหม่ที่กำลังจะรับตำแหน่งในอนาคต และผู้ที่ต้องดำรงตำแหน่งในยุคที่ตลาดการเงินพลิกโฉมไป

การสานต่อ "งานเดิม" ให้เสร็จสิ้นและรับมือกับ "งานใหม่" ที่เข้ามาจึง รออยู่ตรงหน้า ท่ามกลางโลกยุคหลังวิกฤตที่ "ตั้งใจฟัง" ผู้ว่าการธนาคารกลางเป็นพิเศษ n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม