
22 ต.ค. 2499 วันจารึกประวัติศาสตร์ไทย
หมายเหตุ จากหนังสือ ในหลวงในรอยธรรม
โดย เอกชัย จั่นทอง
หมายเหตุ จากหนังสือ ในหลวงในรอยธรรม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะพุทธมามกะ พระองค์ได้ทรงผนวช พ.ศ. 2499 ด้วยมีพระราชดำริว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งราษฎรชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ และทรงประจักษ์ในพระราชหฤทัยว่า หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นประกอบด้วยเหตุด้วยผลด้วยสัจธรรม
พระราชดำรัสในวันที่แถลงพระราชดำริ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ต.ค. 2499 เรื่อง การทรงผนวชต่อพระบรมวงศานุวงศ์และคณะทูตานุทูต ตอนหนึ่งความว่า
“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของเรา ทั้งตามความศรัทธาเชื่อมั่นของข้าพเจ้าเอง ก็เห็นเป็นศาสนาดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจธรรมคำสั่งสอนอันชอบธรรม คำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล ซึ่งเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี”
กอปรกับปี 2499 ขณะนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ผู้ที่พระองค์ทรงนับถือและทรงมีพระคุณูปการต่อพระองค์มาก ได้ทรงพระประชวรลง พระอาการเป็นที่น่าวิตกมาก จนแทบกล่าวได้ว่าไม่มีความหวัง แต่เดชะบุญ สมเด็จพระสังฆราชหายจากพระอาการประชวรมาได้อย่างน่าประหลาด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในขณะนั้นมีพระชนมพรรษาได้ 29 พรรษา จึงมีพระราชดำริว่า หากได้ทรงผนวชโดยที่มีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้เป็นพระอุปัชฌายาจารย์แล้ว จะเป็นที่สมพระราชประสงค์ในอันที่จะได้ทรงแสดงความเคารพและพระราชศรัทธาต่อสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ได้เป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงตกลงพระทัยที่จะทรงผนวช เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณแด่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้
หลังจากทรงตกลงพระทัยผนวช จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อทรงแจ้งพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชให้ทราบ อันนำมาซึ่งความปีติโสมนัสสูงสุดแก่นายกรัฐมนตรีอย่างยิ่ง ภายหลังกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระครั้งนี้ในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ก่อนที่จะมีการเชิญกระแสพระราชดำรัสนี้ไปแจ้งแก่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อหารือเรื่องที่จะทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ให้ทรงรับเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะทรงผนวช
วันที่ 22 ต.ค. 2499 เป็นวันที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย และจดจำในใจของชาวไทยทุกคน ด้วยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสแถลงพระราชดำริจะทรงผนวชในบวรพระพุทธศาสนา เวลา 14.00 น. ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ฯ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌายาจารย์ ตามพระราชประสงค์และถวายพระสมณนามว่า “ภูมิพโล”
โดยในงานพระราชพิธีมหามงคลนี้ สมเด็จพระวันรัต วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นพระราชอนุศาสนาจารย์ ถวายอนุสาสน์ พระศาสนโศภณ วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ และมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระพี่เลี้ยง
โอกาสนี้ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ฯ ประทานพระโอวาท ความว่า “การทรงผนวชวันนี้ เป็นประโยชน์มากสำหรับคนผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะเขายินดีกันมา แต่ว่าที่จะได้เป็นประโยชน์สำหรับพระองค์เองนั้น ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมวินัย คือ บวชด้วยกายอย่างหนึ่ง บวชด้วยใจอย่างหนึ่ง ถ้าทั้งสองอย่างผสมเข้ากันแล้วจะเป็นกุศล การบวชด้วยกายนั้น ต้องทำพิธีในที่ประชุมสงฆ์ แต่การบวชด้วยใจ ต้องตั้งพระราชหฤทัยเรียนพระพุทธศาสนาในพระวินัย ทรงอ่านดูข้อบังคับที่จะไม่ประพฤติล่วงในธรรม ทรงศึกษาเพื่อปฏิบัติตาม ฝึกหัดพระราชหฤทัยให้สงบระงับ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวชนั้น พระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจในระหว่างทรงครองสมณเพศเช่นเดียวกับพระภิกษุวัดบวรนิเวศฯ รูปอื่นๆ ทรงรับฟังพระธรรมวินัยและศึกษาพระธรรมวินัยเช่นเดียวกับพระภิกษุรูปอื่นๆ
เช้ามืดวันที่ 4 พ.ย. 2499 ชาวบ้านร้านตลาดแถวบางลำพูต่างพากันตื่นเต้นและปลื้มปีติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงผนวช มาทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนโดยไม่มีกำหนดการเสด็จฯ ภาพที่พระองค์ทรงยืนรอรับบิณฑบาตอยู่เบื้องหน้าด้วยสีพระพักตร์ที่อ่อนโยน ทรงสงบสำรวมเหมือนพระภิกษุรูปอื่นๆ กลายเป็นภาพตรึงตราตรึงใจพวกเขาไม่มีวันลบเลือน
ไม่มีครั้งใดอีกแล้วในชีวิตที่ประชาชนทั้งชาย หญิง เด็ก และคนชรา ที่ออกมาใส่บาตรวันนั้น จะรู้สึกตื่นเต้นและปลื้มปีติเท่าครั้งนี้ เพราะไม่มีใครคิดมาก่อนว่า ชาตินี้จะได้มีโอกาสได้ทำบุญใส่บาตรถวายพระภิกษุที่เป็นถึง “พระเจ้าแผ่นดิน”







