posttoday

เล่าเรื่องผ่านภาพ 14 ตุลาคม 2559

15 ตุลาคม 2560

วันที่หัวใจของประชาชนชาวไทยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

โดย พิชัย ยินดีน้อย 

วันที่หัวใจของประชาชนชาวไทยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

หลังทราบข่าวที่สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจากประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 เช้าวันรุ่งขึ้น (14 ต.ค. 2559) ทุกหัวใจของประชาชนต่างมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ขบวนอัญเชิญพระบรมศพจะเคลื่อนผ่าน ภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยที่แต่งกายไว้ทุกข์ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลดเพราะยังทำใจไม่ได้กับข่าวการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ ทยอยเดินทางมายังพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ภายในศาลาสหทัยสมาคม แม้แถวจะยาวแค่ไหน หรือต้องยืนรอเป็นเวลานานสักเพียงใด ทุกคนก็เต็มใจที่จะรอ ขอเพียงได้มีโอกาสเข้าไปถวายน้ำสรงเป็นครั้งสุดท้าย

ในขณะที่ประชาชนบางส่วนต่างจับจองพื้นที่สองข้างทางที่ขบวนอัญเชิญพระบรมศพจะเคลื่อนผ่าน ตั้งแต่หน้าพระบรมมหาราชวัง ถนนราชดำเนิน และยาวไปจนถึงโรงพยาบาลศิริราช แม้กำหนดการเคลื่อนพระบรมศพจะเริ่มในช่วงเย็น แต่ประชาชนก็มารอกันตั้งแต่เช้าตรู่และยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ในช่วงบ่าย แม้ต้องนั่งรอเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ท่ามกลางแสงแดด และอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็ไม่มีใครย่อท้อ ทุกคนต่างเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงความเศร้าโศกอันเกิดจากการ

เล่าเรื่องผ่านภาพ 14 ตุลาคม 2559


สูญเสียพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง

และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกหัวใจเฝ้ารอ เมื่อขบวนอัญเชิญพระบรมศพมาถึงบริเวณถนนราชดำเนินใน ทุกสายตาต่างเฝ้ามองที่รถตู้อัญเชิญพระบรมศพ ซึ่งเคลื่อนผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงสะอื้นร่ำไห้ของประชาชนในที่นั้น หันไปมองรอบข้างก็เห็นแต่ภาพที่ทุกคนนั่งพนมมือน้ำตาไหลนองหน้าด้วยความโศกสลด เป็นภาพที่สุดจะบรรยาย ด้วยทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดมาและจำความได้ เราจะคุ้นเคยกับภาพประชาชนที่มารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในโอกาสสำคัญต่างๆ ทุกคนล้วนมีสีหน้าแช่มชื่นเปี่ยมสุข เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่าน ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย ประชาชนก็พร้อมใจกันเปล่งคำว่า ทรงพระเจริญ อย่างกึกก้อง บ้างก็หลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ

แต่มาวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีภาพที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป เหลือแต่ภาพแห่งความทรงจำที่จะติดตาตรึงใจเราไปอีกนานแสนนาน หลังจากขบวนอัญเชิญพระบรมศพผ่านเข้าไปในพระบรมมหาราชวังแล้ว ประชาชนจำนวนมากต่างแยกย้ายไปที่ท้องสนามหลวงเพื่อรอชมการยิงปืนใหญ่ถวายพระเกียรติ

เล่าเรื่องผ่านภาพ 14 ตุลาคม 2559

ภาพปืนใหญ่ 4 กระบอก ซึ่งตั้งอยู่กลางท้องสนามหลวง พร้อมด้วยทหารแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ยืนประจำตำแหน่งเพื่อรอปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่ง และเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของพระราชพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพภายในพระบรมมหาราชวัง ปืนใหญ่นัดแรกก็ยิงขึ้น เสียงของปืนใหญ่ที่ดังกึกก้อง เสมือนเสียงร่ำไห้ของประชาชนทั่วทั้งประเทศเมื่อรวมกันคงดังกึกก้องไม่ต่างจากเสียงของปืนใหญ่นั้นเลย

เสียงปืนใหญ่ที่ยิงต่อเนื่องนาทีละ 1 นัด เป็นเสียงที่ดังสะท้อน ก้องอยู่ในหัวใจ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. 2559 ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่เราได้สูญเสียพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐไปแล้ว

หลังการยิงปืนใหญ่นัดสุดท้ายสิ้นสุดลง ประชาชนบางส่วนยังคงปักหลักอยู่ที่ท้องสนามหลวง

เล่าเรื่องผ่านภาพ 14 ตุลาคม 2559

บางส่วนไปที่หน้าพระบรมมหาราชวัง

แต่ส่วนใหญ่ทยอยเดินทางกลับ

ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือ คลื่นมหาชนเนืองแน่นอยู่เต็มท้องถนน อย่างบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า หากเป็นวันปกติ คงเนืองแน่นไปด้วยรถยนต์ แต่วันนี้ทั้งสะพานเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความรักของประชาชนชาวไทยที่ทุกหัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ

และทำให้ระลึกถึงความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีไปถึงพระสหายในต่างประเทศ ภายหลังจากที่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ความว่า “...ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือ การที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง...”

แม้บัดนี้พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นอเนกปริยายยังคงอยู่ เสมือนว่าพระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงจากไปไหน เพราะยังทรงสถิตอยู่ท่ามกลางดวงใจของประชาชนชาวไทยไปตลอดกาล

(เรื่องและภาพ จากวารสาร วชิราวุธานุสรณ์สาร ปีที่ 35 ฉบับที่ 4 วันที่ 11 พ.ย. 2559)

ข่าวล่าสุด

เทียนประสิทธิ์ ผ่าทางตันโรงแรมไทย รับมือวิกฤตพลังงาน-ดัน Green Hotel