
กระทรวงอนาคต
แต่ก่อนแต่ไรเมื่อเวลาเราพูดถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทางการศึกษาของชาติ
โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์
แต่ก่อนแต่ไรเมื่อเวลาเราพูดถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทางการศึกษาของชาติ เราก็จะนึกถึงแต่กระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งมาแต่นมนาน และแน่นอนพอเราพูดถึง "การศึกษา" ปุ๊บ คนฟังก็จะคิดปั๊บไปถึงปัญหาสารพัดสารพัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครูอาจารย์ ตำรับตำรา ความเหลื่อมล้ำ เรียนฟรีกี่ปี โครงสร้างองค์กรที่ใหญ่โตมโหระทึก ม้ารถทศพล เงินเดือน เงินเพิ่ม หรือหนี้ครู แม้แต่เรื่องหน่วยงานไหนจะแยกออกมาเป็นอิสระ ฯลฯ ว่าง่ายๆ คือคิดถึงแต่เรื่องที่แต่ละคนฝังใจ ไม่ค่อยคิดถึง "เป้าหมายการพัฒนาในภาพรวม" อย่างที่รัฐธรรมนูญ รัฐบาล และพี่น้องประชาชนต้องการ
จริงๆ ก็ไม่ผิดหรอกครับ ผมว่าเราคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้มานานแล้ว จนคิดอะไรไม่ออกแล้ว พอพูดถึง "ปฏิรูปการศึกษา" สิ่งที่คิดที่ทำก็วนๆ อยู่ในเรื่องที่ว่านี้กันทุกรอบไป จนกลายเป็นพายเรือในอ่าง ไม่ไปไหนสักที เสียเงินวิจงวิจัยไปไม่รู้เท่าไร ได้ผลงานมาเป็นตัน จนคนแถวบ้านที่เริ่มตั้งชาติหลังเราหลายปีแซงไปติดอันดับโลกแล้ว
เอ...หรือว่ามนต์ขลังของคำว่า "การศึกษา" มันทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆ ไม่ออก ติดกับดักตัวเองไปซะงั้น
ผู้เขียนจึงลองคิดแผลงๆ ดูว่า ถ้าเราเปลี่ยนชื่อของกระทรวงศึกษาธิการเสียใหม่ เป็น "กระทรวงอนาคตของชาติ" มันจะทำให้ได้ผลที่แตกต่างไปจากเดิมหรือเปล่า เหตุที่คิดแบบนี้เพราะว่าภารกิจการสร้าง "อนาคตของชาติ" ทำให้ต้องคิดในองค์รวม ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการศึกษาอย่างเดียว ต้องคิดถึงเป้าหมาย คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร คนของเราในอนาคตจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร จึงจะอยู่ได้อย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรี เป็นเอเชียชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เอเชียชั้นสองหรือชั้นสาม ไปประชุมที่ไหนไม่นั่งเงียบเป็นหอยในฝา ไม่มีส่วนร่วม เน้นกินเน้นช็อป ไปดูงานกันมาทั่วโลกแล้วก็ไม่เห็นจะพัฒนาสักทีหนึ่ง เป็นต้น
ถ้าเป็นกระทรวงอนาคตของชาติ กระทรวงนี้ต้องมีภารกิจในการคิดอ่านว่าอนาคตของชาติจะมุ่งไปในทิศทางไหน เราจะเตรียมความพร้อมของคนของเราอย่างไรให้มีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพในการทำงานตามที่ตนเองถนัด สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม ไม่ใช่ทำอะไรตามใจฉัน เอาง่ายเข้าว่า ไม่คิดอะไรไกลๆ มักง่าย หรือเอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นมารุมช่วยเหลือ เพราะฉันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
เมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยให้สังคมช่วยกันมองลึกลงไปในรายละเอียดว่าถ้าจะบรรลุเป้าหมายที่ว่านี้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้อย่างมีความสุข ได้เรียนตามถนัดรู้จักฝันและพยายามทำฝันให้เป็นจริง มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ต้องเรียนพิเศษหัวทิ่มหัวตำ มีกองทุนสนับสนุนคนด้อยโอกาส ครูบาอาจารย์สอนหนังสือเป็นหลัก สอนอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคมจะประสานพลังกันอย่างไรเพื่อสร้างอนาคตของชาติ จะบูรณาการการทำงานกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของสังคม จาก "ต้องเรียนให้สูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน" เป็น "มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพที่ตัวเองถนัด" เพราะทุกอาชีพมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร พ่อค้า แม่ค้า คนขับรถรับจ้าง ฯลฯ เพราะทุกอาชีพต้องพึ่งพากัน
ภารกิจนี้ "ยิ่งใหญ่" กว่าจัดการศึกษาอย่างเดียวนะผมว่า เพราะเป็นภารกิจที่มีผลต่อประเทศชาติในระยะยาว เปลี่ยนบ้างก็ดีนะครับ ไม่งั้นคงคิดอะไรใหม่ๆ ได้ยากมาก







