
ออกเกณฑ์คุมขายบีอี
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคาด กลางปีหน้า ก.ล.ต.คุมเข้มตั๋วบี/อี ขายได้เฉพาะนักลงทุนวงจำกัด หวังคุ้มครองความเสี่ยง
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคาด กลางปีหน้า ก.ล.ต.คุมเข้มตั๋วบี/อี ขายได้เฉพาะนักลงทุนวงจำกัด หวังคุ้มครองความเสี่ยง
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ประมาณกลางปี 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) น่าจะบังคับใช้เกณฑ์การออกและเสนอขายตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ให้เสนอขายอยู่ในวงจำกัดในกลุ่มนักลงทุนไม่เกิน 10 ราย (พีพี 10) หรือบุคคลที่เกี่ยวโยงกันเท่านั้น หรือถ้าจะขายให้นักลงทุนรายใหญ่ ก็ต้องมีตัวกลางและห้ามถอนหรือเปลี่ยนมือไม่ได้ เพื่อการคุ้มครองผู้ลงทุนมากขึ้นตามที่ ก.ล.ต.มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว
ทั้งนี้ ปัจจุบันการระดมทุนผ่านตราสารหนี้เปิดให้เสนอขายได้ 3 วิธี คือ 1) พีพี 10 2) ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ (II&HNW) และ 3) เสนอขายในกรณีทั่วไป (พีโอ)
"การจำกัดขายให้ได้เฉพาะพีพี 10 น่าจะเป็นผลดีกับนักลงทุน เพราะจริงๆ แล้วบี/อีน่าจะเป็นหนี้การค้าที่คนกู้กับคนให้กู้รู้จักกัน มันไม่ควรเปลี่ยนมือไปได้เรื่อยๆ เพราะมีกลไกลจำกัดบางอย่างในการดูแลเวลามีปัญหา ถ้าต้องการระดมทุนระยะสั้นลักษณะนี้น่าจะเปลี่ยนไปออกหุ้นกู้ที่เป็นตราสารระยะยาวดีกว่า เพราะมีสิทธิเรียกร้องในฐานะของเจ้าหนี้ด้วย อย่างไรก็ดีการบังคับใช้คงต้องให้เวลาตลาดปรับตัว และให้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในช่วงเดือน เม.ย.ในทุกปีก่อน จึงคิดว่าการบังคับใช้น่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า" นายธาดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินเกิดขึ้นในระบบทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ขณะที่บริษัทที่ออกตราสารหนี้ไร้อันดับเครดิตก็ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่บริษัทที่ยังออกอยู่ก็จะใช้วิธีการนำหลักทรัพย์ค้ำประกันมาหนุนหลังในการออกมากขึ้น จากเดิมที่การออกตราสารไร้เรตติ้งจะมีหลักประกันเพียง 10% ตอนนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28%
"จำนวนรายผู้ออกลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนมีผู้ออก 39 บริษัท มูลค่า 4.3 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ลดลงเหลือ 29 บริษัท มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการออกหุ้นกู้ 9 เดือนแรก อยู่ที่ 5.8 แสนล้านบาท" นายธาดา กล่าว
ด้าน ทริส เรทติ้ง คงอันดันเครดิตองค์กรของบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNEX) ที่ระดับ "BBB" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทในงานก่อสร้างอาคารสูง ตลอดจนประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง มูลค่างานในมือจำนวนมาก และสภาพคล่องที่เพียงพอของบริษัท ทั้งนี้ อันดับเครดิตถูกลดทอนลงจากงานก่อสร้างที่ไม่ค่อยมีความหลากหลายและการมีลูกค้าน้อยราย รวมถึงลักษณะที่ผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
นอกจากนี้ รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่อยู่ที่ 7,843 ล้านบาทในปี 2559 และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 โดยรายได้เพิ่มขึ้น 23.1% ในช่วงครึ่งแรกของปีจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทริส เรทติ้ง คาดว่า บริษัทจะยังคงเติบโตต่อไปได้ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับหนึ่งหลักเป็น 18.5% ในปี 2559 และ 21.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งประกอบกับการจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่รัดกุม ทำให้บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างได้มากยิ่งขึ้น 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการของ บริษัท ศุภาลัย 20% ของรายได้ต่อปี







