
ส่งสัญญาณเลือกตั้ง จุดพลุเศรษฐกิจ
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งเดือนพ.ย. 2561 นั้น เหมือนกับยาวิเศษที่ "เสก" ให้เศรษฐกิจไทยส่องแววสดใสขึ้นมาทันที เป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาประชาคมโลก
โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่เด้งขึ้นมาตอบรับกับข่าวเลือกตั้งทันทีทะลุ 1,700 จุด เพิ่มขึ้น 14 จุด ก็แอบลุ้นว่าดัชนีหุ้นไทยยังคงยืน 1,700 จุดถึงสิ้นปี
จริงหรือการเลือกตั้งจะสามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ยังไม่สามารถที่จะฟันธงได้ ต้องคงใช้เวลาพิสูจน์
แต่อย่างน้อยการประกาศเลือกตั้งชัดเจนนั้น จะเมื่อไรอย่างไรนั้น สามารถที่จะสร้างจิตวิทยาในทางที่ดีขึ้น นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น
นั่นหมายถึงในมุมมองนักธุรกิจ ที่รอจังหวะหรือชะลอการลงทุนจะผ่อนคลายความกังวล "ความเสี่ยง" ด้านการเมืองลดลง แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว เพราะอาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งและการเลือกตั้งอาจจะมีปัญหา
อย่างไรก็ตาม "การเลือกตั้ง" ถือเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจลงทุน ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องการลงทุน เช่น กฎหมายการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และนโยบาย ส่งเสริมการลงทุนอื่นๆ
มองในแง่ของเศรษฐกิจในประเทศเอง ช่วงการเลือกตั้งจะทำให้บรรยากาศ เศรษฐกิจรากหญ้าตื่นตัวขึ้น ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น ทั้งจากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ
มีอีกประเด็นที่ภาคเอกชนเป็นกังวลคือ แผนต่างๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศไว้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0
หากมีการเลือกตั้งได้ "รัฐบาลใหม่" มาแล้ว ทิศทางนโยบายที่รัฐบาล คสช.ได้วางโรดแมปไว้จะผลักดันหรือสานต่อนโยบายหรือไม่ ก็ต้องลุ้นกันอีกรอบ
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือ เรื่องการเมือง เมื่อการเมืองมีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงเวลาใด ก็จะช่วยให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประกาศความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็เชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น เมื่อความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเกิดขึ้น เชื่อว่านักลงทุนจะเร่งตัดสินใจลงทุน เพราะนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ได้วางไว้จะมีการสานต่อ ทำให้เกิดความต่อเนื่องในนโยบายเศรษฐกิจได้ต่อไป
ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการ ผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองปัจจัยทางเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง โดยติดตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรม อาทิ การส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ต้องจับตาว่าบริษัทรายใหญ่ที่ทำเอ็มโอยูแล้วจะลงทุนจริงหรือไม่ และรถไฟไทย-จีนจะเปิดประมูลปีหน้าได้หรือไม่
ในขณะเดียวกันภาคเอกชนต่างๆ ก็ประสานเสียงที่จะตอบรับข่าวการเลือกตั้ง ที่น่าจะทำให้บรรยากาศความน่าลงทุนดีขึ้น และจะส่งต่อให้เศรษฐกิจโดยรวมเริ่มที่จะขยับตัวได้
โค้งสุดท้ายปีนี้ดูเหมือนมีแต่ข่าวดีๆ ออกมาตอกย้ำทิศทางเศรษฐกิจไทยว่ามีแนวโน้มสดใส หลังจากหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนประสานเสียงกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฯลฯ ก็เริ่มทยอยประกาศปรับขยายเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้นอยู่ที่ 3.5-3.8% หรือเฉียดๆ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะโต 4%
ผสมโรงกับองค์กรระดับประเทศ ทั้งธนาคารโลกได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.5% และคาดว่าปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.6%
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ปรับประมาณการจีดีพีปีนี้จะเติบโตขึ้น 3.7% และ ในปีหน้าจะโต 3.5% ซึ่งยังไม่รวมการปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมา ยังไม่นับรวมปัจจัยการเลือกตั้งเข้าไป ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการทบทวนอัตราการเติบโตจีดีพีกันอีกระลอกหนึ่ง
แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเริ่มลดลง โดยเฉพาะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ก็เชื่อว่านับจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายต่อเนื่อง
แต่ในความเป็นจริงแล้วไทยยังเผชิญโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ปัญหา ขีดความสามารถการแข่งขัน ฯลฯ ที่จะเป็นตัวบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ซึ่งแค่การประกาศว่าไทยจะมีการเลือกตั้งมีระบอบประชาธิปไตยแล้วทุกอย่างจะจบ การเมืองจะนิ่งจะจบทุกอย่าง เศรษฐกิจจะราบรื่น
และการเลือกตั้งได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นแม่เหล็กตัวใหญ่ที่จะดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนหรือสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนกล้าที่จะลงทุน ประชาชนมั่นใจ มีรายได้สูงขึ้น กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น
หรือแค่เป็น "พลุ" จุดแวบเดียว ก็หายไป







