posttoday
‘โอ ช้อปปิ้ง’ หนุนเอสเอ็มอีทุ่มงบปรับหลังบ้าน

‘โอ ช้อปปิ้ง’ หนุนเอสเอ็มอีทุ่มงบปรับหลังบ้าน

13 ตุลาคม 2560

ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับความสนใจเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับความสนใจเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่ เนื่องด้วยศักยภาพของตลาดและช่องฟรีทีวีที่มีช่วงเวลามากขึ้นในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสของโฮมช็อปปิ้งที่จะเข้าซื้อเวลาและคอนเทนต์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ซอง นัก เจ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง ผู้ประกอบธุรกิจทีวีโฮมช็อปปิ้งแบรนด์ "โอ ช้อปปิ้ง" กล่าวว่า เทรนด์ทั่วโลกฟรีทีวีอยู่ในช่วง ขาลง สวนทางกับประเทศไทยที่ฟรีทีวีมีเพิ่มขึ้น 10-20 ช่อง ในขณะที่งบประมาณโฆษณายังเท่าเดิมแต่มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสื่ออื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ช่วงเวลาของโฮมช็อปปิ้งในฟรีทีวีจะมีเพิ่มขึ้นในปีหน้า

ขณะที่ปี 2561 คาดว่าจะมีผู้เล่นในตลาดโฮมช็อปปิ้งเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ราย ประกอบกับผู้เล่นรายเดิมในตลาดจะมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยที่น่าจับตามองคือสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

ด้านภาพรวมตลาดโฮมช็อปปิ้งในปี 2560 คาดว่าจะเติบโตราว 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.06 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้อาจจะต้องตัดมูลค่าตลาดในส่วนของบริษัทขายกระทะจากเกาหลีที่มีประเด็นทางสังคมในช่วงที่ผ่านมาออกไป เนื่องจากได้รับผล กระทบทางด้านรายได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวมีรายได้ราว 1,000 ล้านบาท

"ตลาดโฮมช็อปปิ้งคิดเป็นสัดส่วนมูลค่าเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับตลาดธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ดังนั้นจึงมองว่ายังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก"

สำหรับปี 2561 บริษัทมีแผนสนับสนุนสินค้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อช่วยผลักดันธุรกิจรายย่อยให้เติบโตสอดคล้องกับการสนับสนุนของรัฐบาล "ไทยแลนด์ 4.0" โดยคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% ของรายได้รวม

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มการบริหารสินค้าเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 เอสเคยู เป็น 5,000-6,000 เอสเคยู เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตที่บริษัทคาดว่าจะมีอัตราเติบโต 10-15% ในปี 2561

พร้อมกันนี้ยังเตรียมใช้เงินลงทุนรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท แบ่งเป็นสำหรับขยายสตูดิโอแห่งใหม่ มูลค่าลงทุนขั้นต่ำ 100 ล้านบาท เพื่อรองรับการผลิตคอนเทนต์มากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งสำหรับลงทุนปรับระบบการบริหารจัดการเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ของบริษัท (โอ ช้อปปิ้ง ออนไลน์) มูลค่าลงทุนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจในการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดโฮมช็อปปิ้งในการสร้างประสบการณ์สั่งซื้อขายสินค้าแบบไม่มีหน้าร้าน โดยคาดว่ายอดขายสินค้าออนไลน์ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปัจจุบัน 12% ซึ่งบริษัทใช้งบประมาณการตลาดมูลค่าราว 20-30 ล้านบาท/ปี และในปี 2561 บริษัทจะมีรายได้รวมแตะ 2,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 บริษัทคาดว่าจะเติบโต 10% จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. บริษัทมองเห็นช่องทางในสินค้าที่ยังได้รับความนิยมสร้างยอดขายได้แต่ละช่วงเวลา ซึ่งมีแผนจะนำสินค้าที่เป็นที่นิยมดังกล่าวในแต่ละช่วงมาจัดรายการส่งเสริมการขายโปรโมชั่น เบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์ นำสินค้ามาจัดโปรโมชั่น ร่วมกัน หรืออาจนำมาลดราคาพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

คงต้องจับตาการแข่งขันของตลาดโฮมช็อปปิ้งในปี 2561 ที่จะมีผู้เล่นในตลาดรายใหม่และความเข้มข้นจาก ผู้เล่นในตลาดรายเดิม

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน