
เปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า สร้างมูลค่าแบบยั่งยืน
ขยะเป็นของเหลือใช้ แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีมูลค่า ความจริงเป็นมูลค่าที่ติดลบสำหรับผู้ทิ้ง เพราะถ้าเก็บไว้ในบ้าน ร้านหรือโรงงานก็จะแออัดสกปรก ดังนั้น เมื่อมีการทิ้งออกมาจึงมีผลกระทบภายนอกเป็นปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมหากไม่มีการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ
ขยะเป็นของเหลือใช้ แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีมูลค่า ความจริงเป็นมูลค่าที่ติดลบสำหรับผู้ทิ้ง เพราะถ้าเก็บไว้ในบ้าน ร้านหรือโรงงานก็จะแออัดสกปรก ดังนั้น เมื่อมีการทิ้งออกมาจึงมีผลกระทบภายนอกเป็นปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมหากไม่มีการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ
พ.ศ. 2558 ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้น 27 ล้านตัน พบว่าสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศจำนวน 2,450 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นระบบฝังกลบรองรับ มีการกำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกต้องเพียง 480 แห่ง เป็น 30.1% ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้น
บ่อขยะที่ไม่มีการจัดการให้ถูกหลักสุขาภิบาลจะส่งกลิ่นเหม็น ปล่อยน้ำเสียเมื่อฝนตก และยังเกิดไฟไหม้จากก๊าซมีเทนได้ ดังกรณีที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ
การเปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้าเป็นการกำจัดขยะที่สร้างมูลค่า 2 ต่อ คือ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้ด้วย
หากแต่กิจกรรม win-win นี้ ในทางปฏิบัติเกิดขึ้นน้อยมากในประเทศไทย การสร้างโรงไฟฟ้ามักถูกคัดค้านอยู่แล้ว พอจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะก็เลยยิ่งกลัวยิ่งต่อต้าน เพราะไม่อยากได้ทั้งโรงไฟฟ้าและกองขยะ ทุกคนคิดว่า...
ฉันอยากจะใช้ไฟฟ้า ฉันอยากให้มีการกำจัดขยะ แต่อย่ามาทำใกล้บ้านฉัน
เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าจากขยะของบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส (EEP) ดิฉันเห็นว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากเพราะสามารถตอบโจทย์ยากเย็นนี้ได้อย่างดี
โครงการนี้ไม่ถูกชุมชนต่อต้าน เพราะเลือกทำที่บ่อขยะที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีสภาพแวดล้อมแย่มาก ส่งกลิ่นเหม็นอบอวลโดยรอบ ชาวบ้านโดยรอบจึงมีแต่ได้ประโยชน์จากผลประกอบการที่ทำให้กลิ่นน้อยลงมากๆ กิจการยังทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น รวมทั้งราคาที่ดินด้วย
เมื่อต้นปี 2557 ทาง EEP ซื้อที่ดินที่เป็นบ่อขยะฝังกลบ 159 ไร่ ใน อบต.แพรกษาใหม่ อ. เมืองสมุทรปราการ และซื้อที่ดินข้างเคียงอีก 163 ไร่ สำหรับก่อสร้างอาคารโรงงานต่างๆ (บ่อนี้เป็นคนละแห่งกับแพรกษาที่เป็นข่าวใหญ่ว่าไฟไหม้ ซึ่งเป็นบ่อเถื่อนไม่มีใบอนุญาตและปัจจุบันปิดไปแล้ว)
บ่อขยะของ EEP รับขยะใหม่เฉลี่ยวันละ 4,000 ตัน คิดเป็น 5.4% ของประเทศ แต่มีปริมาณขยะเก่าที่สะสมมากว่า 20 ปี อีกประมาณ 10 ล้านตัน ปัจจุบันรับขยะจาก อปท.กว่า 48 แห่งในสมุทรปราการ รวมทั้งจากภาคเอกชน
ขยะใหม่จะถูกฝังกลบโดยการฉีดน้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) มีรถแทรกเตอร์เกลี่ยบดอัด แล้วจะปิดลานเทขยะด้วยดินเหนียวหนา 30-40 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะปลิว ป้องกันแมลงวันวางไข่ ช่วยควบคุมกลิ่นเหม็นจากก๊าซมีเทน และป้องกันเพลิงไหม้ EEP บอกว่าใช้ EM มากถึง 2-3 แสนลิตร/วัน
นอกจากนี้ ได้มีการวางท่อดูดก๊าซเพื่อเผาไหม้กำจัดกลิ่นและ ลดความเสี่ยงของไฟไหม้ ซึ่งในอนาคตน่าจะได้ใช้ก๊าซมีเทนในการ ผลิตไฟฟ้าด้วย หลังจากฝังกลบขยะไปแล้ว 8-12 เดือน จะสามารถ นำขยะมาทำการรื้อร่อนเพื่อคัดแยกเข้าสู่กระบวนการผลิต และ EEP มีโรงบำบัดน้ำเสียจากน้ำชะขยะ 5 แสนลิตร/วัน
โรงไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ ที่ EEP ได้ใบอนุญาต จะใช้ขยะสด 500 ตัน/วันผลิตได้เป็นเชื้อเพลิงที่เรียกว่า RDF แบบหยาบ (Coarse RDF หรือ Refuse Derived Fuel) ได้ 60% เป็นดินผสม 30% และ 10% เป็นวัสดุรีไซเคิล
การผลิตไฟฟ้าด้วย RDF ทำให้เกิดขี้เถ้า เป็นเถ้าหนัก 7% ใช้ผสมคอนกรีตหรืออิฐบล็อก เถ้าเบา 3% ต้องส่งไปโรงปูนซิเมนต์เพื่อบำบัด นอกจากนี้ยังใช้ระบบบำบัดก๊าซและฝุ่นละอองต่างๆ ตามมาตรฐานยุโรป (Fuel Gas Cleaning System) ไม่ให้เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตทั้งหมดได้การรับรองการบริหารงานคุณภาพ และมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมจากสถาบัน UKAS
EEP ได้ปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพบ่อขยะและเพื่อลดต้นทุนซึ่งสูงและยากสำหรับโครงการเอกชน 100% เขาใช้เวลาศึกษาและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยมานานถึง 10 ปีในหลายพื้นที่ กว่าจะมาลงตัวที่นี่ในฐานะ "ศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชน" ที่เป็นแบบยั่งยืน
EEP อยากเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับประเทศ เขาเชื่อว่าขยะที่คนไทยสร้างทุกๆ วันน่าจะผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 5 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด!
ประมาณการนี้อาจไม่แม่นยำ แต่ก็สมควรจะกระตุกให้รัฐบาล "ยุคปฏิรูป" เร่งเดินหน้าสร้างมูลค่า 2 ต่อในการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน EEP เองมีปริมาณขยะมากพอที่อาจผลิตไฟฟ้าได้ถึง 130 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีใบอนุญาตผลิตไม่ถึง 10 เมกะวัตต์ (ตัวเลขไม่เป็นบัญญัติไตรยางค์!) ฝ่ายรัฐสมควรช่วยให้ศักยภาพนี้ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่ เพราะหากแปรรูปขยะเป็นไฟฟ้าเพิ่มไม่ได้ก็อาจทำให้ความสามารถรองรับขยะในอนาคตที่บ่อใหญ่แห่งนี้ลดลง ทั้งที่ขยะมีแต่จะเพิ่มขึ้น
"พ.ร.บ.ขยะ" ฉบับใหม่เปิดทางให้บูรณาการ รวมทั้ง "ปลดล็อก" พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ให้นำขยะชุมชนไปผลิตไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ก็หวังว่าในทางปฏิบัติจะเป็นเช่นนั้น แต่รัฐบาลยังต้องแก้ปัญหาที่ขยะได้กลายเป็น "สินค้าการเมือง" ที่มีส่วนทำให้การพัฒนาโครงการไฟฟ้าในอดีตต้องติดขัดด้วย
อย่างน้อยประชาชนคน "บ้านใกล้" ที่ต้องทนอยู่กับมลภาวะของ บ่อขยะอย่างแพรกษาในอดีต คงจะให้ความร่วมมือกับท่านเป็นอย่างดี และจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ n







