
ทุ่มงบ4พันล. ยกเครื่องเว็บพัฒนาธุรกิจ
ครม.อนุมัติใช้เงินกองทุน กทปส. 4,000 ล้าน ลุยสร้างระบบกลางอำนวยความสะดวกออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
ครม.อนุมัติใช้เงินกองทุน กทปส. 4,000 ล้าน ลุยสร้างระบบกลางอำนวยความสะดวกออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบข้อเสนอการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Doing Business Portal) เพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย และการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่รับบริการจากภาครัฐ
ทั้งนี้ ให้ใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในกรอบวงเงินงบประมาณ 4,000 ล้านบาท และให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ. เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบหลัก ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำนักงาน ก.พ.ร.ได้รายงานว่าในปี 2560 ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงการคลัง และธนาคารโลก จัดทำแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการยกระดับการบริการภาครัฐระบบดิจิทัล 10 ด้าน ตามรายงานของ Ease of doing business โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการออกแบบระบบที่จะสามารถจดทะเบียนธุรกิจแบบออนไลน์ แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร ณ จุดเดียว และสามารถแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันอย่างมีมาตรฐาน และสามารถติดตามผลการพิจารณาอนุมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ นำมาสู่การพัฒนาระบบ Doing Business Portal ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://biz.govchannel.go.th ครอบคลุมการดำเนินงานใน 4 ส่วน ได้แก่ 1.การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางในการขอใบอนุญาต 2.การพัฒนาระบบกลางในการยืนยันตัวตนออนไลน์ 3.การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อการอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศ และ 4.การเชื่อมโยงระบบการทำงานภาครัฐเชิงรุก โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ภายในปีงบประมาณ 2561 เป็นการวางแผนและพัฒนาระบบนำร่อง ระยะที่ 2 ภายในปีงบประมาณ 2562 เริ่มขยายผลให้ครอบคลุมบริการสำคัญ และระยะ 3 ภายใต้ปีงบประมาณ 2563 เป็นการขยายผลไปสู่บริการสำคัญของภาครัฐและเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของเอกชนต่อไป ซึ่งจำนวนการให้บริการภาครัฐที่นำมาเชื่อมโยงการให้บริการในแพลตฟอร์มนี้ในปัจจุบันนำร่อง 21 บริการ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 บริการ 100 บริการ และ 150 บริการ โดยจะเพิ่มขึ้นในระหว่างปี 2561-2563







