posttoday
ธปท.กับบทบาท ผู้ช่วยเอสเอ็มอี

ธปท.กับบทบาท ผู้ช่วยเอสเอ็มอี

08 ตุลาคม 2560

พรสวรรค์ นันทะการขยับมามีความร่วมมือกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอี ที่อ่อนแอหรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเป็นหนี้เสียในสัดส่วนที่สูงเกินครึ่งของหนี้เสียในระบบ ว่าเป็นเอ็นพีแอลจากสาเหตุอะไรกันแน่

พรสวรรค์ นันทะ

การขยับมามีความร่วมมือกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอี ที่อ่อนแอหรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเป็นหนี้เสียในสัดส่วนที่สูงเกินครึ่งของหนี้เสียในระบบ ว่าเป็นเอ็นพีแอลจากสาเหตุอะไรกันแน่

ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง อัตราดอกเบี้ยสูงเป็นต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ตัวธุรกิจเอสเอ็มอีเองที่ปรับตัวไม่ได้กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแบบใหม่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยี ใช้การจัดการแบบใหม่ๆ การขาดแคลนผู้รับช่วงทางธุรกิจ เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลสาเหตุของปัญหาที่ชัดเจนแล้ว ธปท.จะได้นำเสนอข้อมูลที่ได้ให้กระทรวงการคลังนำไปพิจารณานำไปกำหนดนโยบายให้ ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ การพยายามแสวงหาชุดข้อมูลที่ชัดเจนของ ธปท.นั้น นอกจากจะช่วยกำหนดการทำนโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลังมาช่วยอย่างเหมาะสมแล้ว ยังถือเป็นช่องทางพิสูจน์ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ธปท.ถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีจำนวนมากเจ๊งระนาว จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 8% ซึ่งเป็นการแข็งมาก ที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ กระทั่งปัญหานี้ถูกโฟกัส ให้มาแก้โจทย์ในเรื่องค่าเงินบาทและดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ธปท.เป็นหลัก แทนที่จะมองโจทย์เรื่องอื่นให้รอบด้านขึ้น

ดังนั้น จังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองของ ธปท. ว่าปัญหาเกิดจากอะไรกันแน่ จะได้ไปช่วยกันหามาตรการไปช่วยแก้ไขให้ตรงจุด ที่ผ่านมา ธปท.ก็มักแสดงให้เห็นอยู่เสมอว่า ไม่เชื่อว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะเจ๊งเพราะค่าเงินบาทแข็ง

เรื่องนี้ วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วย ผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนา "เงินบาทแข็งค่า...ธุรกิจจะต้านทานได้แค่ไหน" ว่า ค่าเงินบาทที่รับแข็งค่าขึ้นคงมี ผลกระทบต่อภาคส่งออกบ้าง เพราะ มีผลต่อสภาพคล่องเงินบาท ซึ่งเป็นรายรับของผู้ประกอบการ แต่ถ้าพูดกันตรงๆ ค่าเงินบาทไม่มีผลเท่ากับกำลังซื้อของประเทศผู้ซื้อหรือคู่ค้า

ยกตัวอย่างเมื่อปี 2551-2552 หรือปี 2556 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ประมาณ 31-32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ที่ 28 บาทกว่าๆ แต่มูลค่าการส่งออกยังเติบโตในระดับสูง ซึ่งอีกด้านหนึ่งมันสะท้อนเช่นกันว่า ผู้ประกอบการส่งออกของไทยเรามีศักยภาพที่ดีขึ้นในการแข่งขัน สามารถปรับตัวได้มากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่อาจปรับตัวได้ช้า อย่างการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ก่อนหน้านี้ที่ตลาดมีความต้องการสินค้าเทคโนโลยีสูงขึ้นแต่เราไปไม่ทันก็ทำให้เสียโอกาสในการส่งออก เป็นต้น มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า ธปท.ไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกขยายตัวได้น้อยหรือทำให้เอสเอ็มอีเจ๊ง

นอกจากนี้ งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังพบว่า การเติบโตของการส่งออกไทยที่จำกัดอยู่กับเพียงกี่ราย สินค้าเพียงไม่กี่ประเภท หรือในบางตลาดที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงนั้น จะทำให้ไม่ยั่งยืน หากมีอะไรมา กระทบจะกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจภาพรวมได้ง่าย อย่างไรก็ดีการที่ผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าด้วยนั้น การใช้นโยบายดูแลแบบเดิม อย่างค่าเงินบาทอาจใช้ไม่ได้ผล เพราะผู้ส่งออกมักเป็นผู้นำเข้าด้วย ฉะนั้น ค่าเงินบาทอ่อนถึงจะดีต่อการส่งออก แต่ก็ไม่ได้ดีกับการนำเข้า

โดยภาพรวมการเติบโตของมูลค่าการส่งออกในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ส่งออกหน้าเก่าที่อยู่ ในตลาดเป็นส่วนใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เป็นตัวเสริม แต่ในช่วงหลังหรือประมาณปี 2554-2558 ผู้เล่นเดิมอ่อนแอลงมากมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกลดลง 0.5% สวนทางกับผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีอัตราการโตที่ 2.4% โจทย์จึงน่าจะ อยู่ที่การปรับตัวด้วย

ขณะเดียวกันกรณีที่เอสเอ็มอี รายเล็กมีปัญหาได้รับผลกระทบเงินบาทแข็ง จากดอลลาร์อ่อนและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงของไทยนั้น ธปท.ก็ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาคมธนาคารไทย ช่วยให้เข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (FX Hedging) ผ่านการทำออปชั่น (FX Options) ไปก่อนหน้านี้แล้ว

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การส่งออกในเดือน ส.ค. แม้จะขยายตัวดี เพิ่มขึ้น 15.8% แต่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ 70 กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทในเครือ และธุรกิจเอส เอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชน ไม่ได้กระจายทั่วไป ทำให้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของภาคส่งออกมากนัก และยังมีเอ็นพีแอลยัง อยู่ในระดับสูง ทั้งเอ็นพีแอลเก่าและเอ็นพีแอลที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วแต่กลับมาเป็นหนี้เสียอีก (Re-entry)

"ธปท.จึงมาหารือกับหอการค้าไทยเพื่อขอความร่วมมือในการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลว่า กลุ่มเอสเอ็มอีที่อ่อนแอหรือเป็นหนี้เสียว่าเกิดจากอะไร จะได้พิจารณาช่วยได้อย่างเหมาะสม ดีกว่าช่วยแบบหว่านแห เพราะแต่ละเอสเอ็มอีมีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน การลดดอกเบี้ยหรือทำให้ค่าเงินอ่อนก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร หากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง การช่วยเอสเอ็มอีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก หากเอส เอ็มอีเข้มแข็งการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศก็จะฟื้นตัว" ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ

ทั้งนี้ ในการหารือ กระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย ได้นำตัวแทนสมาคม การค้า 14 คลัสเตอร์ธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกพืชเกษตร, กลุ่มอุตสาหกรรมประมง และปศุสัตว์, กลุ่มอัญมณีและแฟชั่น, กลุ่มการเงิน การลงทุน และการประกัน, กลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ MICE และกีฬา รวมไปถึงกลุ่มบริการและโลจิสติกส์, กลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร, กลุ่มการค้าไทย-นานาชาติ, กลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และดีไซน์, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง, กลุ่มยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์, กลุ่มภาคการค้าปลีก-ค้าส่ง, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เข้าแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ว่าการ ธปท.ด้วย

เรื่องนี้จะต้องติดตามบทสรุปของปัญหาจะออกมาในทิศทางใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าแนวโน้ม ของปัญหามีข้อมูลออกมาในทิศทาง ที่บ่งว่า การเจ๊งของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่มีจำนวนผู้ประกอบการมากประมาณ 3 ล้านรายทั่วประเทศ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ได้มีปัญหาจากค่าเงินบาทและดอกเบี้ยการกู้เงินที่สูงแล้วละก็ การทำงานของผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน และกระทรวงการคลังน่าจะราบรื่นขึ้นและเข้าใจกันกว่าในปัจจุบันแน่นอน n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม