อีโคทัวร์ หัวใจของมัลดีฟส์
เรื่อง/ภาพ กองทรัพย์มัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ที่ขึ้นชื่อว่าทะเลสวย น้ำใส ทรัพยากรทางทะเลสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปลาทูน่าที่สำคัญ โดยทูน่าแช่แข็งในเมืองไทยส่วนใหญ่มาจากทะเลมัลดีฟส์นี่เอง
เรื่อง/ภาพ กองทรัพย์
มัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ที่ขึ้นชื่อว่าทะเลสวย น้ำใส ทรัพยากรทางทะเลสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปลาทูน่าที่สำคัญ โดยทูน่าแช่แข็งในเมืองไทยส่วนใหญ่มาจากทะเลมัลดีฟส์นี่เอง
มีเสียงลือว่า อีกไม่นาน มัลดีฟส์จะจมอยู่ใต้ทะเล เพราะฉะนั้นให้รีบไปเที่ยวซะ! แต่การไปเยือนหมู่เกาะในเอเชียใต้แสนสวยนี้ มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว เมื่อเทียบกับจำนวนวันที่พัก ทำให้ตัวเลขของนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนมัลดีฟส์ประมาณ 1.2 หมื่นคน ในปี 2560
การไปเยือนมัลดีฟส์ เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว และหารือการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะ อับดุลลา ยามิน อับดุล กายูม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ มัลดีฟส์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ทำให้ได้คำตอบของคำถามที่ว่า "เพราะอะไรไปเที่ยวมัลดีฟส์จึงแสนแพง?"
การท่องเที่ยวของมัลดีฟส์ เริ่มเปิดเมื่อประมาณ 45 ปีที่แล้ว รีสอร์ทหลัก มีรัฐบาลเป็นหุ้นส่วนเกิดขึ้นในปี 2515 ขณะนั้นมีจำนวนเตียงเพียง 182 เตียง จากรีสอร์ททั้งหมด และเพราะการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของมัลดีฟส์เป็นทรัพยากรทางทะเล จึงเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยยึดแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมาเป็นลำดับแรก ทำให้เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ กราฟจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนหมู่เกาะในเอเชียใต้แห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ตัวเลขการเติบโต (จีดีพี) ของมัลดีฟส์มาจากการท่องเที่ยว 29.9% ด้วยเสียงร่ำลือเรื่องความงาม
มัลดีฟส์ไม่ต่างจากสาวเนื้อหอมที่มีชายหนุ่มหมายปอง เมื่อผู้คนหลั่งไหลมามากขึ้น เจริญขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการขยายสนามบิน เพื่อให้สามารถรองรับนักเดินทางจาก 1.3 ล้านคน/ปี ในปัจจุบัน ให้เป็น 7 ล้านคน/ปี ภายในปี 2563 พร้อมเปิดเกาะเพิ่มอีก 50 เกาะ ให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มจำนวนที่พักอีก 5 หมื่นเตียง โดยยังคงแนวคิดที่ว่า รีสอร์ทหนึ่งแห่งต่อหนึ่ง คอนเซ็ปต์ ทำให้การท่องเที่ยวของเมืองหมู่เกาะนี้ยังคงความ โรแมนติกโดยยังรักษาธรรมชาติเอาไว้ได้
มูซา ซาเมียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว มัลดีฟส์ เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้มัลดีฟส์ประสบความสำเร็จในด้านการรักษาทรัพยากรทางทะเล โดยใช้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญคือที่มาเป็นลำดับแรกคือ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือนโยบายของรัฐบาลที่เข้มแข็งด้านการจัดการทรัพยากร โดยปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับยุคสมัย ตลอดจนนโยบายด้านการท่องเที่ยวที่ไม่เน้นการเพิ่มจำนวนเตียงให้มากจนเกินไป และสุดท้ายคือการมีส่วนร่วมของเอกชน
เมื่อมีคำถามว่าเพราะอะไรการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์จึงแพงมาก คำตอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ของมัลดีฟส์ คือ ย้อนกลับไปที่แนวคิดด้านการท่องเที่ยว ก็คือเน้นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน มัลดีฟส์คำนึงถึงการใช้ชีวิตของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นประชากรส่วนมากของประเทศในขณะนี้ ดังนั้นจึงพยายามปลูกฝังให้ประชาชนดูแลรักษาทะเลของตัวเองไว้เพื่อให้เป็นแหล่งทำมาหากินชั่วลูกชั่วหลาน เพราะขาดทะเลเท่ากับขาดรายได้
"ก่อนจะสร้างรีสอร์ทในแต่ละเกาะ เอกชนจะต้องปฏิบัติตามนโยบายหลักของรัฐบาล เริ่มจากจะต้องผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA - Environmental Impact Assessment ต่อมา คือการคิดสัดส่วนพื้นที่ในเกาะให้ 70% จะต้องเป็นธรรมชาติ และ 30% คือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอาคารที่พักและอาคารใดๆ ที่สร้างบนเกาะ ห้ามสร้างสูงกว่าต้นไม้ที่สูงที่สุดบนเกาะนั้น นอกจากนี้ เกาะทุกเกาะจะต้องวัดเขตน้ำที่เหมาะสม บังกะโลหรือที่พักแต่ละห้องจะต้องสร้างห่างจากชายหาดมากกว่า 6 เมตร
มีคำถามว่าเราจัดการขยะและน้ำเสียอย่างไร จึงคงความงามของเกาะต่างๆ ไว้ได้อย่างดี นี่เป็นคำตอบที่ว่าเพราะอะไรการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์จึงมีราคาสูง เพราะแต่ละเกาะเขาผลิตน้ำ ผลิตพลังงานภายในเกาะใช้เอง รวมทั้งกระบวนการจัดการขยะตามระเบียบที่รัฐบาลกำหนด นอกจากค่าใช้จ่ายเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมสูงแล้ว สวัสดิการของเจ้าหน้าที่ในรีสอร์ทก็ต้องดีเช่นกัน ทำให้คุณภาพชีวิตของนักท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลนักท่องเที่ยวดีทั้งคู่ ยกตัวอย่าง คนขับเรือจะสามารถมีวันหยุดได้ถึง 40 วัน/ปี เลยทีเดียว
เพราะเหตุนี้ มัลดีฟส์จึงเน้นการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น ทริปฮันนีมูน ทริปเพื่อการพักผ่อนอย่างสงบเงียบ ทริปคู่รัก และทริปสำหรับสายท่องเที่ยว ที่ชื่นชมความงามของธรรมชาติ พยายามหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวแบบแมส คือไม่รับทัวร์ที่ ราคาถูก เพื่อเน้นรับจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะเกินไป รักษาระดับ การท่องเที่ยวไว้ให้อยู่ระดับบนและระดับกลาง" รมว.ท่องเที่ยว มัลดีฟส์ อธิบาย
ขณะที่ฝั่งไทย รัฐมนตรีกอบกาญจน์ กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาเอกชนไทยจะลงทุนสร้างโรงแรมในมัลดีฟส์มานานพอสมควร แต่ในอนาคตอันใกล้ กลุ่มธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว จะเริ่มไปใช้มัลดีฟส์เป็นฐานในการดำเนินธุรกิจต่างๆ มากขึ้นและมากขึ้น ทั้งสายการบิน ธุรกิจที่พักโรงแรม และการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา การกีฬา ตลอดจนองค์ความรู้ที่ได้หารือกับรัฐบาล มัลดีฟส์ ก็สามารถนำมาปรับใช้กับคลัสเตอร์หมู่เกาะทะเลไทย
"การนำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำเสียและขยะ ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมในเกาะของมัลดีฟส์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่ไทยจะต้องเรียนรู้ ขณะที่มัลดีฟส์ได้เสนอที่จะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญการใช้เครื่องบินน้ำ (Sea Plane) เพื่อชมทัศนียภาพเหนือท้องทะเลให้กับไทย ซึ่งที่มัลดีฟส์มีมากถึง 60 ลำ เขาเชื่อว่าประสบการณ์กว่า 40 ปี มาตรฐานความปลอดภัยสูงระดับโลก จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทางภาคใต้ของไทยได้
เรายังแนะนำให้มัลดีฟส์รู้จักสนามบินอู่ตะเภา ที่เป็นสนามบินหลักอีกหนึ่งแห่ง เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกันในระยะยาว และนักท่องเที่ยวมัลดีฟส์ที่เดินทางไปเยือนประเทศไทย ก็เป็น กลุ่มที่ใช้จ่ายในระดับที่สูง ทั้งเรื่องการช็อปปิ้ง และการแพทย์ ซึ่งไทยก็คาดหวังว่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ไปเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่งการมารู้จักและหารือกันก็เพื่อที่การท่องเที่ยวไทยจะได้ปรับตัว" รมว.กอบกาญจน์ กล่าว
เป็นที่สังเกตว่ามัลดีฟส์เติบโตขึ้นทุกปี ในเวลาอันใกล้นี้จะเปิดใช้สนามบินแห่งใหม่ การสร้างสะพานประวัติศาสตร์สำคัญของมัลดีฟส์ เชื่อมระหว่างสนามบิน เมืองหลวง (มาเล) และเกาะฮูลูมาเล เกาะที่ถมใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวของ เมืองหลวง มีสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีใหักับประชากร
เราจึงได้เห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างชาติ รวมทั้งไทยด้วยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความงามของท้องทะเลได้ ไม่เสื่อมคลาย n


