
ท่าเรือนั้นเล็กเกินไปสำหรับยักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทร
ในปี 1956 เรือเอสเอส ไอดีล เอ็กซ์ (SS Ideal X) เรือบรรทุกน้ำมันดัดแปลงบรรทุกตู้สินค้าบรรจุกาแฟและกล้วย 58 ตู้
โดย 0000000
ในปี 1956 เรือเอสเอส ไอดีล เอ็กซ์ (SS Ideal X) เรือบรรทุกน้ำมันดัดแปลงบรรทุกตู้สินค้าบรรจุกาแฟและกล้วย 58 ตู้ จากนิวเจอร์ซีย์ไปยังเทกซัสแทนการใช้แรงงานมนุษย์ นับตั้งแต่วันนั้นการขนส่งก็สะดวกขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการขยายขนาดเรือขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่นั้นเป็นต้นมา
จากวันที่เรือเอสเอส ไอดีล เอ็กซ์ ออกเดินทางความจุเรือก็เพิ่มขึ้นจนเกิน 300 เท่าของความจุเดิม เอ็มเอสซี ออสการ์ (MSC Oscar) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกตู้สินค้าลำใหญ่ที่สุดในขณะนี้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 19,224 ตู้ ซึ่งเทียบได้เท่ากับเครื่องซักผ้า 1,150,000 เครื่อง หรือรถยนต์ 38,448 คัน
การขยายขนาดของเรือบรรทุกตู้สินค้าช่วยลดค่าระวางสินค้าเฉลี่ยลงจากร้อยละ 15 เหลือเพียงร้อยละ 1 ของราคาสินค้า การเพิ่มขนาดเรือเพื่อ ลดต้นทุนต่อหน่วยไม่ได้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการขนส่งทางน้ำเท่านั้น ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำเอง ก็สร้างเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า ฮาร์โมนี ออฟ เดอะ ซีส์ (Harmony of the Seas) ซึ่งมีความยาว 362 เมตร ที่เริ่มเดินเรือในปี 2016 มันใหญ่พอกับเมืองและจุผู้โดยสารได้ 6,780 คน และลูกเรืออีก 2,300 ชีวิต แต่การขยายขนาดเรือสร้างปัญหาใหม่เพราะเรือบรรทุกสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ ยังไม่สามารถจอดเทียบท่าใน ทวีปอเมริกาเหนือได้
เรือลำใหญ่ช่วยลดมลพิษ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเดินเรือเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยมลพิษเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงมีการผลักดันให้เรือทุกลำปล่อยมลพิษลดลง นับจากปี 2021 เรือที่แล่นผ่านทะเลเหนือและทะเลบอลติกจะต้องลดการปลดปล่อยไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซอันตรายลงร้อยละ 75 การที่เรือแต่ละลำบรรทุกตู้สินค้ามากขึ้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดการปล่อยมลพิษต่อหนึ่งตู้ เรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผล
แม้เรือที่ยาวเท่ากับสนามฟุตบอลเกิน 4 สนาม จะมีข้อดีทั้งในแง่เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทว่าความใหญ่โตของมันกลับสร้างปัญหาให้กับท่าเรือ อู่เรือจะต้องมีความกว้าง ยาว และลึกเพิ่มมากขึ้น เครนยกตู้สินค้าก็จะต้องสูงมากกว่าเดิมเพื่อให้พ้นความสูงของเรือซึ่งเท่ากับตึก 20 ชั้นได้ ยิ่งกว่านั้นการจัดการกับตู้คอนเทนเนอร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉลี่ยแล้วท่าเรืออุตสาหกรรมจะลำเลียง ตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือแต่ละลำด้วยความเร็ว 115-120 ตู้/ชั่วโมง หากยึดความเร็วนี้ต้องใช้เวลา 160 ชั่วโมง หรือราว 1 สัปดาห์ เพื่อลำเลียงตู้สินค้าขึ้นไปบนเรือเอ็มเอสซี ออสการ์จนเต็ม ซึ่งเรือแต่ละลำไม่ควรจอดเทียบท่านานเกิน 24 ชั่วโมง เพื่อเลี่ยงปัญหา จุดติดขัดและสิ้นเปลืองเวลา ท่าเรืออุตสาหกรรม ทั่วโลกจึงลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์แทน ท่าเรือ ลอสแองเจลิส ที่ขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ราว 9 ล้านตู้ ในแต่ละปีเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานกับท่าเรือ ทุกวันนี้เมื่อเรือจอดเทียบท่าที่ลอสแองเจลิส จะขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือมายังสะพานเทียบเรือด้วยเครนที่ยังคงใช้คนบังคับ
แต่หลังจากจุดนี้ หุ่นยนต์จะรับช่วงต่อทั้งหมด เครนที่ไม่มีคนบังคับหรือรถเลื่อนตู้คอนเทนเนอร์จะยกตู้คอนเทนเนอร์บนสะพานเทียบเรือไปวางรวมกันที่คลังสินค้ากลางโดยวางซ้อนกันไปทีละชั้น ระบบจีพีเอสและเซ็นเซอร์ที่ฝังบนพื้นถนนจะควบคุมไม่ให้หุ่นยนต์ 4 ล้อ พวกนี้ชนกันเอง
หลังจากนั้นเครนอัตโนมัติที่ติดตั้งอยู่บนรางก็จะแบ่งหมวดหมู่ตู้คอนเทนเนอร์ที่กองรวมกันตามตารางเวลาที่จะมีคนมารับเอาไป เมื่อรถบรรทุกมารับสินค้ากลับไป ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนท่าเรือจะสั่งให้เครนยกตู้คอนเทนเนอร์นั้นออกมาโดยอัตโนมัติ คนขับมีหน้าที่เพียงจอดรถให้ตรงตามตำแหน่งที่กำหนดไว้และขับออกไปเมื่อเครนยกตู้คอนเทนเนอร์มาวางบนท้ายรถเรียบร้อยแล้ว
การใช้หุ่นยนต์ในท่าเรือยังนับเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่การเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่างท่าเรือที่ควบคุมด้วยคนกับท่าเรือที่ทำงานเองอัตโนมัติแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ช่วยรับมือกับตู้คอนเทนเนอร์ได้มากกว่าถึงร้อยละ 80 ในช่วงเวลาที่เท่ากัน
แม้ท่าเรือลอสแองเจลิสจะเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐและเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับฝั่งเอเชีย แต่ท่าเรือแห่งนี้ก็ยังเล็กเกินไปสำหรับเรือ เอ็มเอสซี ออสการ์ ส่วนท่าเรือใดที่ไม่ได้ปรับปรุงเพื่อรองรับเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จะเสียโอกาส ดังนั้น ลอสแองเจลิสจึงเร่งปรับปรุงท่าเรือด้วยเงินลงทุนมหาศาลเพื่อให้ทันรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่ที่จะมาถึงในปี 2020
แล่นเรืออ้อมโลก
ไม่เพียงท่าเรือเท่านั้นที่ถูกกดดันจากการเติบโต ของเรือบรรทุกสินค้าและเรือท่องเที่ยวที่ยาวพอๆ กับความสูงของตึกระฟ้า คลองปานามา ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเรือสินค้ามานานกว่า 100 ปี ก็ได้รับ ผลกระทบเช่นกัน บริษัทที่ดูแลคลองแห่งนี้ลงทุน ถึง 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายช่องทาง การสัญจรและเพิ่มขนาดประตูกันน้ำซึ่งกินเวลาถึง 9 ปี จนแล้วเสร็จในปี 2016 ทว่าเรือบรรทุกตู้สินค้า ลำใหญ่ที่สุดในขณะนี้ (เอ็มเอสซี ออสการ์และทริปเปิล อี ของเมอส์ก) ก็ไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ ขณะที่เรือฮาร์โมนี ออฟ เดอะ ซีส์ ซึ่งเป็นเรือท่องเที่ยวที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนั้นยังพอใช้งานได้ แต่มีปัญหาว่ามันสูงเกินกว่าที่จะลอดใต้สะพานอเมริกา (Bridge of the Americas) ซึ่งเชื่อมทวีปอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ไปได้
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คลองปานามาสูญเสียลูกค้า ไปมากมาย เนื่องจากว่าเรือบรรทุกตู้สินค้าส่วนใหญ่หันไปใช้เส้นทางเดินเรือผ่านคลองสุเอซซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแทน ในปี 2013 บริษัท เมอส์ก เลือกที่จะแล่นเรืออ้อมผ่านคลองสุเอซ แม้ว่าจะมีระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร คลองสุเอซผ่านการขยายขนาดมาแล้วและยังคงขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนมีช่องทางเดินเรือพิเศษเพิ่มขึ้นในปี 2016 ซึ่งรัฐบาลอียิปต์ต้องลงเงินไปราว 8,500 ล้านดอลลาร์ คลองสุเอซรองรับการเดินทางของเรือสินค้าที่มีในตอนนี้ได้ทุกลำ แต่ก็อาจจะรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ อีกไม่นานเรือเอ็มเอสซี ออสการ์เองเกือบจะผ่านคลองแห่งนี้ไปไม่ได้ และเรือสินค้าลำใหม่ๆ จะมีขนาดใหญ่กว่านี้ ซึ่งบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือบางรายได้สั่งซื้อเรือพวกนี้มาใช้งานตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป







