
ทำเศรษฐกิจให้โตกระจาย
ขณะนี้ย่างเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561
ขณะนี้ย่างเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 สำหรับเอกชนจะเป็นช่วงที่จะต้องเร่งการใช้จ่าย การทำการตลาดจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อที่จะรอปิดบัญชีปลายปี สำหรับหน่วยงานรัฐแม้จะเป็นต้นปีงบประมาณ แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากที่สุดตามนโยบายรัฐบาลที่จะให้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายใน
เศรษฐกิจไทยในปีนี้แบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศและส่วนที่อยู่ในประเทศ เป็นที่ชัดเจนว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะได้รับผลดีจากการที่เศรษฐกิจโลกฟื้น ทำให้การส่งออกขยายตัวดีขึ้น อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออกมีกำลังการผลิตสูงขึ้นมีการจ้างงานและมีสภาพคล่องทางธุรกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ในส่วนที่เกี่ยวกับในประเทศแทบไม่มีอะไรดีขึ้น การบริโภคในประเทศยังแทบไม่ขยายตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ไม่เพิ่ม ดังนั้นทางภาครัฐเองจำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ว่าจะทำอย่างไรให้การกระจายตัวของเศรษฐกิจให้ออกไปในทุกภาคส่วนเพื่อให้การขับเคลื่อนมีแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่านี้
รัฐบาลเองก็ดูจะมีความเข้าในการที่เศรษฐกิจโตกระจุก จึงได้หาวิธีที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตจากฐานรากให้ได้ ซึ่งในจุดนี้นโยบายการคลังจะมีบทบทสำคัญมากกว่านโยบายการเงิน ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาคในระดับจังหวัด ผ่านการจัดทำงบประมาณระดับกลุ่มจังหวัดและระดับจังหวัด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก การส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี กระตุ้นการลงทุนภาครัฐระดับจังหวัดและตำบล
ในเชิงนโยบายนั้นรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว แต่จะต้องทำต่อเนื่องระยะยาวจึงจะเห็นผล แต่ในระยะสั้นรัฐบาลมีมาตรการระดับบุคคลและครัวเรือน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน สินเชื่อประชารัฐผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โครงการธงฟ้าประชารัฐ การจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นโยบายเหล่านี้เอื้อให้เกิดการลงทุน การผลิตเพื่อส่งออกและใช้ภายในประเทศ รักษาระดับการจ้างงาน เพิ่มระดับรายได้ และลดภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยได้ ช่วยให้การเติบโตที่มีคุณภาพกระจายตัวอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
แต่นโยบายที่ทำมานี้ก็ยังไม่พอ เพราะการที่รัฐเข้ามาช่วยคนฐานรากด้านค่าครองชีพ ก็ยังไม่ทำให้คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ หรือมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การที่จะทำให้คนกลุ่มนี้เป็นส่วนประกอบที่ดีในระบบเศรษฐกิจก็คือต้องทำให้คนกลุ่มนี้มีอาชีพ มีรายได้เพียงพอดำรงชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายผลผลิต การที่ราคาสินค้าเกษตรขึ้นลงตามฤดูกาลทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่สามารถหลุดพ้นกับดักความจนไปได้
โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจจากนี้ไป จะไปอยู่ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจจากภายในประเทศ ที่รัฐบาลจะต้องทำให้ทุกส่วน ของเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้คนมีเงินนำ เงินออกมาจับจ่ายใช้สอย ส่วนคนไม่มีเงินใช้ก็จะต้องทำให้มีเงินเพิ่ม เพื่อใช้จ่ายให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นก็จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไม่เติบโตไม่ได้







