posttoday
สนง.ทรัพย์สินโอนหุ้นSCB

สนง.ทรัพย์สินโอนหุ้นSCB

07 ตุลาคม 2560

สำนักงานทรัพย์สินโอนหุ้น SCB ออก 3.33% หรือ 2 หมื่นล้าน แต่ยังคงถือหุ้นใหญ่สุด บล.เคจีไอปรับคำแนะนำเป็นซื้อ

สำนักงานทรัพย์สินโอนหุ้น SCB ออก 3.33% หรือ 2 หมื่นล้าน แต่ยังคงถือหุ้นใหญ่สุด บล.เคจีไอปรับคำแนะนำเป็นซื้อ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ประมาณ 113 ล้านหุ้น หรือ 3.33% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทั้งนี้หากคิดเป็นราคาปิดวันที่ 6 ต.ค. ที่ 151 บาท คิดเป็นราคาโอนเท่ากับกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เหลือหุ้นอีก 18.14% และยังคงเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดใน SCB

สำหรับการโอนครั้งนี้ได้ฉุดราคาหุ้นลดลง 0.66% หรือ 1 บาท มาปิดที่ 151 บาท สวนทางดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้น 0.30%

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ราคาหุ้น SCB ปรับตัวแย่กว่าหุ้นในกลุ่มตั้งแต่ต้นปี ถูกข่าวร้ายตั้งแต่ผลประกอบการที่ไม่ตื่นเต้นครึ่งปีแรก การยกเลิกการขายหุ้นธุรกิจประกันชีวิต และปัญหาลูกหนี้สินเชื่อเสี่ยงสูงที่อาจจะผิดนัดชำระหนี้ขยับไปใช้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 178 บาท จากเดิมที่ 165 บาท โดยใช้สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 12 เท่า และราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ที่ 1.6 เท่า เนื่องจากถกเถียงว่าเอ็นพีแอล จะถึงจุดสูงสุดเมื่อไร ดังนั้นจึงประเมิน ว่ากำไรในปี 2560/2561 ของกลุ่ม ธนาคารจะไม่หวือหวา โดยของ SCB น่าจะโตได้แค่ 3% ในปี 2560 และ 4% ในปี 2561

นอกจากนี้ เคจีไอเพิ่งเพิ่มคำ แนะนำหุ้น SCB จากถือเป็นซื้อ ภายหลังการชี้แจงของบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) เกี่ยวกับแผนการชำระคืนหนี้ และการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการร้านกาแฟ ดีนแอนด์เดลูก้าดูน่าเชื่อถือ ทำให้คลายความกังวลเกี่ยวกับ SCB ซึ่งเป็น เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทไปได้ โดย PACE ได้กู้เงินมาจาก SCB 1.0-1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีทั้งเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมหรู และสินเชื่อแบบมีระยะเวลา เพื่อซื้อกิจการดีนแอนด์เดลูก้า เมื่อปี 2557

ทั้งนี้ PACE จะเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมมหานครเพื่อชำระคืนหนี้ 4,000-5,000 ล้านบาทให้กับ SCB ภายในปี 2560 และเนื่องจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมโครงการนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงน่าจะเร่งโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยโครงการมหานครมีทั้งหมด 209 ยูนิต มียอดขาย 75% (ครึ่งหนึ่งของยอดขายโอนไปแล้วในไตรมาส 2)

ขณะที่การเพิ่มทุนสำหรับกิจการดีนแอนด์เดลูก้า ก็น่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการชำระคืนหนี้ให้กับ SCB นอกจากนี้ หากมีพัฒนาการบวกเกี่ยวกับ PACE จะคลายความกังวลเกี่ยวกับ SCB ทั้งกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ของ SCB เริ่มนิ่งในครึ่งปีหลังเนื่องจาก SCB มีการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ต่ำ แค่ 18% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น ในขณะที่ธนาคารใหญ่อื่น มีสัดส่วน 35-40% และการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ใหม่ของสินเชื่อธุรกิจ และ สินเชื่อบ้านต่ำกว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีจึงทำให้ SCB น่าจะบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีกว่าธนาคารอื่นตั้งแต่ครึ่งปีหลัง และเนื่องจากโครงสร้างสินเชื่อของ SCB เน้นไปที่สินเชื่อธุรกิจ 38% และสินเชื่อบ้าน 31% ซึ่งมีต้นทุนเครดิตต่ำกว่าสินเชื่อเอสเอ็มอี ถึง 3.0 เท่า

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเครดิตของ SCB ที่ต่ำแค่ 1.02% ในครึ่งปีแรกจึงถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว และธนาคารคงจะรักษาระดับต้นทุนเครดิตเอาไว้ที่ระดับนี้ในครึ่งปีหลังเทียบฐานต้นทุนเครดิตที่สูงถึง 1.64% ในครึ่งหลังปี 2559 แล้ว การที่ต้นทุนเครดิต อยู่ 1% ในครึ่งปีหลัง น่าจะทำให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตขึ้นในครึ่งปีหลัง 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก