
กาแฟกับการพัฒนา ตอนที่ 1
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์ผมเคยเขียนเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตเมื่อช่วงนี้ของปีที่แล้วเช่นกันว่า พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ริเริ่มนำกาแฟเข้ามาปลูกในพื้นที่สูงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่นและการบุกรุกที่ป่าทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขาขณะนั้น และทรงเห็นว่ากาแฟนั้นจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถเข้าทดแทนการปลูกฝิ่นได้ เนื่องจากกาแฟสามารถขายได้ราคาดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งน่าจะทำให้ราษฎรของพระองค์สามารถอยู่ได้
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ผมเคยเขียนเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตเมื่อช่วงนี้ของปีที่แล้วเช่นกันว่า พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ริเริ่มนำกาแฟเข้ามาปลูกในพื้นที่สูงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่นและการบุกรุกที่ป่าทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขาขณะนั้น และทรงเห็นว่ากาแฟนั้นจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถเข้าทดแทนการปลูกฝิ่นได้ เนื่องจากกาแฟสามารถขายได้ราคาดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งน่าจะทำให้ราษฎรของพระองค์สามารถอยู่ได้
โมเดลนี้เป็นโมเดลที่น่าสนใจและจริงๆ แล้วน่าจะนำมาขยายความต่ออีกหน่อยว่า ทำไมต้องเป็นกาแฟ และกาแฟนั้นมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างไรบ้างในเชิงของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เลยคิดว่าตลอดทั้งเดือนอยากนำเสนอเรื่องราวของกาแฟในมุมของการเป็น "เครื่องมือ" ของการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรทั่วโลก เพื่อให้เห็นภาพรวมและเชื่อมโยงกับงานของพระองค์ท่าน ซึ่งพูดได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักพัฒนาผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
หากเรานั่งจ้องกาแฟที่เราดื่มอยู่เช้าสายบ่ายเย็น มองย้อนไปหลังแก้ว จ้องให้ลึกลงไปถึงก้นแก้วด้วยเลย จะพบว่ากาแฟหนึ่งแก้วนั้นมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่เฉพาะบาริสต้าที่เราเห็นอยู่หน้าร้านเท่านั้น ธุรกิจกาแฟเริ่มกันตั้งแต่คนขายพันธุ์ นักพัฒนาการเกษตร ตัวชาวไร่กาแฟ แรงงานคนที่เก็บเกี่ยว อาจมีชะมดเข้ามาเกี่ยวด้วยนิดหน่อย ระบบขนส่งจากบนดอยลงมา โรงสีเมล็ดกาแฟ คนคั่วกาแฟ คนขาย ฯลฯ สรุปคือมีคนอยู่เบื้องหลังมากมายที่เรามองไม่เห็น เผลอๆ หากเทียบอัตราส่วนกันแล้วอาจมากกว่าธุรกิจข้าวเสียด้วยซ้ำ
จากการรายงานของ World Bank บอกว่าทุกวันนี้ การค้าขายกาแฟทั่วโลกนั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้เยอะมากนะครับ สูสีกับงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ในจำนวนนี้มีเงินที่กลับคืนสู่ผู้ผลิตหรือชาวไร่ผู้ปลูกกาแฟราว 1.65 แสนล้านบาท กระจายสู่ครัวเรือนกว่า 25 ล้านครัวเรือนที่อยู่ในภาคการผลิตในไร่กาแฟทั่วโลก เงินจำนวนนี้เมื่อเทียบเป็นสัดส่วน คุณก็อาจคิดว่าแหม่...มันก็ไม่ได้เยอะมากมายอะไรนัก แต่หากคิดในแง่ที่ว่า ชาวไร่กาแฟเหล่านี้ไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปหางานทำนอกพื้นถิ่น สามารถทำมาหากินอย่างอื่นไปพร้อมๆ กับการปลูกกาแฟ และลดความเสี่ยงเรื่องการเกิดปัญหาสังคมได้อีกหลายอย่าง ประโยชน์เหล่านี้อาจมากเกินกว่าจะประเมินออกมาเป็นราคาได้
กาแฟเป็นพืชที่มาพร้อมกับวิธีการปลูกซึ่งไม่เหมือนพืชเศรษฐกิจอื่นๆ กล่าวคือการปลูกกาแฟต้องอาศัยเรื่องการพัฒนาคนไปด้วย เพราะกาแฟเป็นพืชที่คนปลูกต้องเข้าใจธรรมชาติของกาแฟค่อนข้างมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ ถึงจะให้ผลผลิตที่ดีและยิ่งเข้าใจกาแฟมาก ก็จะได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากเท่านั้น กาแฟที่ดีไม่ได้วัดกันที่ "ขนาด" ของเมล็ดที่ใหญ่เท่านั้นนะครับ เมล็ดกาแฟที่ดีจะต้องมาจากพื้นที่ที่ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากที่สุด มีระบบการจัดการที่พึ่งพิงกับป่ามากเท่าไรก็ยิ่งดี โดยเฉพาะกาแฟ อราบิกาสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมและต้องปลูกในที่สูงและต้องปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ซึ่งหมายถึงว่าการปลูกกาแฟนั้นคิด "สวนทาง" กับพืชในเชิงเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เกือบทั้งหมด คุณไม่ต้องล้มต้นไม้ ไม่ต้องปรับหน้าดิน ไม่ต้องทำลายวัชพืชหรือถางหน้าดินจนโล่งเตียนขนาดนั้น กลับกันยิ่งมีไม้ยืนต้นขึ้นให้ร่มบังเงา ปรับพื้นที่เล็กน้อยเพื่อให้เข้าไปเก็บเกี่ยวผลได้สะดวก แต่หัวใจก็คือกาแฟที่ดีต้องมีไม้ใหญ่คอยให้ร่ม และยิ่งหากว่าไม้ใหญ่เป็นไม้ธรรมชาติและมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ กาแฟก็จะยิ่งมีความพิเศษเฉพาะตัวตามลักษณะของดินและปุ๋ยจากธรรมชาติ
ข้อดีข้อนี้นับเป็นหัวใจหลักที่หลายประเทศนำไปใช้ในการปรับปรุงสังคมที่มีปัญหาเรื่องที่ทำมาหากิน ซึ่งหากอยู่ในพื้นที่พอจะปลูกกาแฟได้ กาแฟจะเป็นพืชที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ดี นอกเหนือจากการต้องพึ่งพิงธรรมชาติแล้วกาแฟยังเป็นพืชที่ต้องใช้กำลังคนในการดูแลผลิตมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ เทคโนโลยีสมัยใหม่อาจจะช่วยได้บ้าง แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการเก็บเมล็ดกาแฟ ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย เช่นว่า เฉดสีที่แตกต่างกันตามพันธุ์หรือตามระยะเวลาปลูก หรือการเป็นพืชที่ปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่เงาของต้นไม้ ก็มีส่วนทำให้การคาดคะเนในการเก็บผลผลิตต้องอาศัยความชำนาญโดยแท้จริง ด้วยกลวิธีเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่กาแฟสามารถขายได้ราคาสูงและหากชาวไร่สามารถปลูกและดูแลกาแฟของเขาได้ดีขึ้นไปอีก ก็ยิ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับกาแฟของเขามากขึ้นได้ด้วย กลไกแบบนี้หลายประเทศในแอฟริกานำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ เช่นในประเทศยูกันดา กัวเตมาลา หรือฮอนดูรัส
คราวหน้าเราจะมาเล่ากันต่อครับว่าจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมแล้วกาแฟยังปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการทำเกษตรแบบยั่งยืนได้อย่างไร







