
ลดหนี้ครัวเรือน แบบเศรษฐกิจพอเพียง
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุขในฉบับก่อนๆ ผู้เขียนเคยกล่าวถึงภาวะการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภัยเงียบแบบหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ เพราะหากหนี้ส่วนนี้เกิดเป็นฟองสบู่แล้วแตกขึ้นมา จะทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อขันก๊อกและลดการปล่อยสินเชื่อลง ภาคครัวเรือนจะยิ่งเกิดภาวะเงินฝืด แถมเงินออมของภาคครัวเรือนยิ่งมีน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การจับจ่ายใช้สอยขั้นพื้นฐานจะยิ่งน้อยลงและวนไปกระทบภาคธุรกิจในที่สุด ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องชะลอตัวในช่วงที่หลายๆ คนมองว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งดูได้จากดัชนีหุ้นไทยที่ทะลุ 1,680 จุด ไปแล้ว เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมาและเป้าของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่เพิ่งปรับขึ้นเป็น 3.8%
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข
ในฉบับก่อนๆ ผู้เขียนเคยกล่าวถึงภาวะการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภัยเงียบแบบหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ เพราะหากหนี้ส่วนนี้เกิดเป็นฟองสบู่แล้วแตกขึ้นมา จะทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อขันก๊อกและลดการปล่อยสินเชื่อลง ภาคครัวเรือนจะยิ่งเกิดภาวะเงินฝืด แถมเงินออมของภาคครัวเรือนยิ่งมีน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การจับจ่ายใช้สอยขั้นพื้นฐานจะยิ่งน้อยลงและวนไปกระทบภาคธุรกิจในที่สุด ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องชะลอตัวในช่วงที่หลายๆ คนมองว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งดูได้จากดัชนีหุ้นไทยที่ทะลุ 1,680 จุด ไปแล้ว เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมาและเป้าของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่เพิ่งปรับขึ้นเป็น 3.8%
หนี้ครัวเรือนตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย หมายถึง "เงินให้กู้ยืมที่สถาบันการเงินให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เงินกู้ส่วนบุคคลทุกประเภทแต่ไม่รวมถึงหนี้นอกระบบ" หนี้ครัวเรือนเริ่มก่อตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปี 2554 เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายรถคันแรกทำให้ประชาชนที่กลัวจะเสียผลประโยชน์ทางภาษียอมเป็นหนี้เพื่อซื้อรถคันแรก และเมื่อต้องใช้รายได้บางส่วนเพื่อผ่อนค่างวดของรถยนต์ที่ซื้อมาทำให้ไม่มีเงินออมและต้องไปกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อซื้ออุปสงค์อื่นๆ อีกนัยหนึ่ง วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปมากตามยุคสมัยมีการซื้อของฟุ่มเฟือยมากขึ้นและการเข้าถึงสินเชื่อนั้นง่ายยิ่งขึ้นทำให้คนไทยนั้น กู้ง่าย ใช้จ่ายง่าย และเป็นหนี้ง่าย
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยนั้นหนักขึ้นมาก คนไทยนั้นเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย จากประชากรไทยที่มีอายุ 30 ปี มีสัดส่วนมากถึง 50% ที่เป็นหนี้ แถมจำนวนคนไทยที่เป็นหนี้มีสัดส่วนเยอะขึ้น สัดส่วนของประชากรที่เป็นหนี้มีมากถึง 30% เทียบกับปี 2552 ที่มีเพียง 20% ของประชากรที่เป็นหนี้ ปริมาณหนี้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนบาท เทียบกับปี 2552 ที่มีปริมาณหนี้ต่อหัวที่ 7 หมื่นบาท และจากคนไทยทั้งหมด 21 ล้านคน ที่เป็นหนี้ มี 3 ล้านคนที่เป็นหนี้เสีย หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 16%
สถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนนั้นน่าเป็นห่วง สินเชื่อทั้งประเภทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นเข้าถึงได้ง่ายมาก แถมลูกหนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธีก่อหนี้หลายทางและจากหลายสถาบันการเงิน ทำให้มียอดหนี้เกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ภาครัฐได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้และทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อภาคครัวเรือนใหม่ เพื่อให้อัตราการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนนั้นมีความเหมาะสมยิ่งขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน โดยไม่ให้กู้สินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินเกินกว่า 3 สถาบัน และให้วงเงินต่อสถาบันการเงินไม่เกินกว่า 1.5 เท่าของรายได้ มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป และใช้กับลูกหนี้รายใหม่เท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าภาครัฐเองพยายามควบคุมการก่อหนี้ครัวเรือนเฉพาะผู้กู้รายใหม่เท่านั้น เพื่อลดผล กระทบต่อกลุ่มลูกหนี้เดิม มาตรการ ดังกล่าวคงช่วยได้เพียงชะลอการเติบโตของหนี้ภาคครัวเรือนลง แต่ถ้าคนไทยนั้นไม่เปลี่ยนพื้นฐานความคิดใหม่และหยุดใช้จ่ายเกินตัว คงไม่มีทางหยุดการเติบโตของหนี้ภาคครัวเรือนไว้ได้แน่ และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว
คนไทยทุกคนควรหันมาใช้หลักเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ได้ทรงให้พระบรมราโชวาทไว้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2517 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตทางการเงินในปี 2540 ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่นำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ หลักการของ "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้น คือการให้ทุกคนรู้จักทางสายกลาง มีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ให้คนไทยทุกคนพออยู่พอกิน มีความสงบ เพียงแค่นี้คนไทยควรพิจารณาพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ มีการใช้จ่ายเกินตัวหรือไม่ และพยายามลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นลงเพื่อลดหนี้และเพิ่มเงินออม ซึ่งจะนำไปสู่อนาคตที่สดใสและชีวิตที่สงบสุข เพราะเมื่อสิ่งของที่ได้มานั้นผูกมา พร้อมกับหนี้ ชีวิตในภายภาคหน้า คงไม่สงบสุขเป็นแน่
สำหรับภาครัฐหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้กล่าวถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้ ควรที่จะสร้างความมั่นคงขั้น พื้นฐานก่อน คือการทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เน้นการ กระจายรายได้เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของประเทศก่อนที่จะเน้นการพัฒนาขั้นต่อไป ไม่ใช่บางคนมีมาก บางคนก็ไม่มีเลย หลักปรัชญาแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนี้เกิดจากความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อคนไทยทุกคนและอยากเห็นคนไทยทุกคนมีความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง n







