
จ่อใช้พรบ.ปาล์มอีก6เดือน
สศก.คาดเริ่มใช้ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ อีก 5-6 เดือน ยันไม่ใช้กองทุนแทรกแซงราคา สั่งศึกษาใช้บี 10
สศก.คาดเริ่มใช้ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ อีก 5-6 เดือน ยันไม่ใช้กองทุนแทรกแซงราคา สั่งศึกษาใช้บี 10
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ นโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานรับทราบความคืบหน้า พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้ร่างอยู่ที่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาคาดว่าจะใช้เวลา 5-6 เดือนก่อนจะออกมาบังคับใช้
ทั้งนี้ ในประเด็นของกองทุนปาล์มน้ำมันย้ำว่าไม่มีวัตถุประสงค์ในการแทรกแซงราคาปาล์ม แต่ใช้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มในระยะยาว เช่น การวิจัยและพัฒนาต่างๆ
นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ไปหาแนวทางรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคตโดยแนวทางหนึ่งที่มีการหารือก็คืออาจเพิ่มสัดส่วนเปอร์เซ็นต์น้ำมันไบโอดีเซล (บี 100) ในน้ำมันดีเซลจากปัจจุบันที่มีการผสมอยู่ 7% เป็น 10% หรือเปลี่ยนจากน้ำมันไบโอดีเซลบี 7 เป็นบี 10 ด้านสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ในปัจจุบันอยู่ที่ 435,601 ตัน เพิ่มขึ้นจากในระดับปกติที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนตันซีพีโอ เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา 7.18%
อย่างไรก็ตาม ระดับสต๊อกดังกล่าวถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศทั้งส่วนเพื่อบริโภคและเพื่อเป็นพลังงาน ไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ราคาผลปาล์มอยู่ที่ 3 บาทกว่า/กิโลกรัม (กก.) นั้น ยังประเมินว่าเป็นระดับที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องมีการแทรกแซง โดยกระทรวงเกษตรฯ จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพในการผลิต เช่น กรณีเปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มปัจจุบัน 17.45% จะพัฒนาให้เพิ่มต่อเนื่องและให้เป็น 23% ในปี 2579
สำหรับผลผลิตในปีนี้คาดว่าผลปาล์มดิบจะอยู่ที่ 11.71 ล้านตัน จากพื้นที่ที่มีการเก็บเกี่ยวได้แล้ว 5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 11 ล้านตัน โดยสามารถผลิตเป็นน้ำมันได้ประมาณ 2 ล้านตันซีพีโอ ราคาน้ำปาล์มดิบอยู่ที่ 22 บาท/กก. ซึ่งใกล้เคียงกับตลาดโลกมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสที่ผู้ประกอบการจะส่งออกไปต่างประเทศได้
ปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอันดับ 3 ยังห่างจากอินโดนีเซียซึ่งเป็น ผู้ผลิตอันดับ 1 ที่ 30 ล้านตันซีพีโอ และอันดับ 2 มาเลเซีย ผลิตอยู่ที่ 19 ล้านตันซีพีโอ โดย 2 ประเทศนี้มีกำลังการผลิตคิดเป็น 90% ของกำลังผลิตทั่วโลก







