
โบรกฯลุ้นปีหน้า1,900
โบรกเกอร์ประเมินปีหน้าดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปไกลถึง 1,900 จุดต่ำสุดแค่ 1,760 จุด แนะทิ้งหุ้นเล็กซื้อหุ้นใหญ่
โบรกเกอร์ประเมินปีหน้าดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปไกลถึง 1,900 จุดต่ำสุดแค่ 1,760 จุด แนะทิ้งหุ้นเล็กซื้อหุ้นใหญ่
น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวในงานสัมมนา "ดัชนีหุ้นไทย 2,000 ได้เห็นหรือแค่หวัง" ว่า ดัชนีปีหน้าจะเห็น 1,900 จุดได้ จากฐานปกติที่ 1,800 จุด และหากมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาหนุนด้วยกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็จะดีขึ้น แต่ไม่น่าจะถึง 2,000 จุด ซึ่งภาพที่เศรษฐกิจมีพื้นฐานดีขึ้นหุ้นใหญ่จะฟื้นตัวได้ก่อนหุ้นเล็ก นักลงทุนควรปรับพฤติกรรมการลงทุนจาก 3-4 ปีก่อนที่เล่นหุ้นเล็กเปลี่ยนมาลงหุ้นใหญ่แทน
"ปีหน้าถ้าการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจยังเดินหน้าขยายตัวได้ ทุกแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทำงาน การลงทุนภาคเอกชนมา สินเชื่อขยับได้ การบริโภคในประเทศย่อมดีขึ้น เชื่อว่าต่างชาติต้องเข้ามาซื้อเป็นหลักแสนล้านบาทมากกว่าในอดีตที่เฉลี่ย 7-8 หมื่นล้านบาท เพราะยังลงทุนหุ้นไทยน้อย จากนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวยกฐานมาโตที่ระดับ 4% การเข้ามาครั้งนี้หุ้นใหญ่จะได้ประโยชน์" น.ส.จิตรา กล่าว
ด้าน นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า ปีหน้ามีโอกาสเห็นดัชนีหุ้นที่ 1,830 จุด จากกำไร บจ.ที่ 10% และพี/อีที่ 16 เท่า โดยกำไรของ บจ.จะดีตามการบริโภคในประเทศไม่ใช่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ตลาดเติบโตมีเสถียรภาพขึ้น การลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่น่าจะเร็ว และถึงเฟดจะมีการขยับขึ้นก็ไม่ขึ้นไปสูงเท่าที่เคยมองก่อนหน้านี้ น่าจะขึ้นไปอยู่ที่ 3% จึงไม่น่าห่วงเรื่องเงินต่างชาติไหลออก
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย มองดัชนีปีหน้าที่ 1,760 จุด โดยประเมินอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) 110% ซึ่งพี/อีน่าจะอยู่ที่ 16 เท่า แต่ถ้าพี/อีจะไปที่ 17 เท่าก็มีโอกาส แต่ดัชนีที่ 1,880 จุดก็มีโอกาสเห็น เนื่องจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ใหญ่ขึ้น โครงสร้างตลาดดีและหลากหลายขึ้น
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินเป้าหมายดัชนี 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,712 จุด และสิ้นปี 2561 ที่ 1,760 จุด บนพื้นฐานราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 16 เท่า ส่วนไตรมาส 4 นี้ ประเมินกรอบแนวต้าน 1,700 จุด แนวรับ 1,640 จุด
ทั้งนี้ ปัจจัยในประเทศสัญญาณดี ปัจจัยต้องจับตาคือ ค่าเงิน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับขึ้นมาเท่าไทย จากเดิมไทยมากกว่า 0.30% ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นทำให้เงินบาทอ่อนตัว อาจมีผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกเล็กน้อย แต่ปีนี้เงินเพิ่งไหลเข้ามากว่า 2 หมื่นล้านบาท หากไหลออกก็คงไม่มีผลมาก
นายสรพล วีระเมธีกุล ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดที่ปรับขึ้นมารอบนี้มาจากทุนต่างชาติน้อย โดยมูลค่าซื้อขาย 5-6 หมื่นล้านบาท ปกติมาจากรายย่อย 40% แต่ 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นรายย่อย 50% ซึ่งไม่เคยเห็นระดับนี้นานแล้ว สะท้อนว่าตลาดอยู่ในช่วงเก็งกำไรระหว่างรายใหญ่และรายย่อย จึงต้องติดตามให้ดี หากดัชนีหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน แนะนำให้ขายทำกำไร โดยดัชนีมีแนวรับที่ 1,650 จุด แนวรับต่อไป 1,625 จุด
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งแต่เศรษฐกิจไทยยังดี ไม่มีแรงจูงใจให้การลงทุนเปลี่ยนไปมาก แม้มีโอกาสที่เงินทุนไหลออก แต่ไม่นาน
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าไตรมาสนี้ดัชนีหุ้นจะซิกแซ็กขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,700-1,720 จุด ทั้งนี้แนะนำกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อานิสงส์ราคาน้ำมันทรงตัวสูง และคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/2560 เติบโต รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อน







