
เครดิตของจีน
อรุณ จิรชวาลา2 สัปดาห์ก่อน บริษัทจัดอันดับเครดิตเอสแอนด์พีประกาศปรับลดอันดับเครดิตของจีนจาก AA- เป็น A+ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่จีนถูกประเมินว่ามีความมั่นคงน้อยลง ยังความแปลกใจให้กับคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าจีนเป็นประเทศร่ำรวย ไม่มีเหตุให้คิดว่าจะชำระหนี้ไม่ได้
อรุณ จิรชวาลา
2 สัปดาห์ก่อน บริษัทจัดอันดับเครดิตเอสแอนด์พีประกาศปรับลดอันดับเครดิตของจีนจาก AA- เป็น A+ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่จีนถูกประเมินว่ามีความมั่นคงน้อยลง ยังความแปลกใจให้กับคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าจีนเป็นประเทศร่ำรวย ไม่มีเหตุให้คิดว่าจะชำระหนี้ไม่ได้
ในวันต่อมา เอสแอนด์พีก็ประกาศลดอันดับเครดิตของฮ่องกงลงด้วย จาก AAA เป็น AA+ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีเช่นกันที่ฮ่องกงถูกลดอันดับเครดิต โดยเป็นผลต่อเนื่องมาจากความเสี่ยงของจีนที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบฮ่องกงอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ข้ออ้างหลักของเอสแอนด์พีคือระดับหนี้สินนอกภาคสถาบันการเงินของจีนมีแนวโน้มขยายตัวอย่าง ต่อเนื่องใน 2-3 ปีข้างหน้า รองลงมาคือความเสี่ยงด้านการเมือง จากการ ที่จะมีการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันที่ 18 ต.ค. 2017 ซึ่ง 5 ปีมีครั้งเดียว และครั้งนี้คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญภายในพรรคหลายตำแหน่ง
เรื่องหนี้สินของจีนเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานอื่นเป็นกังวลและเคยกล่าวถึงเช่นกัน กล่าวคือ ไอเอ็มเอฟเคยเตือนว่าหนี้สินนอกภาคสถาบันการเงินของจีน ณ สิ้นปี 2016 สูงถึง 235% ของจีดีพี และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2022 จะสูงถึง 290% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีความเสี่ยงสูง
ก่อนหน้านี้หลายเดือน คือในเดือน พ.ค. 2017 บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำอีกแห่งหนึ่ง คือ มูดี้ส์ ได้ปรับลดอันดับเครดิตของจีนล่วงหน้าไปแล้ว ในลักษณะคล้ายกับของเอสแอนด์พีครั้งนี้ แต่ผลกระทบในขณะนั้นมีน้อยกว่า เพราะยังมีเอสแอนด์พีที่คงระดับเครดิตจีนไว้เท่าเดิม ต่างจากครั้งนี้ที่จีนถูกลดอันดับเครดิตทั้งสองแห่ง
กระทรวงการคลังของจีนรีบออกมาแถลงข่าวตอบโต้เอสแอนด์พีว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่คำนึงถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเงิน ใช้สมมติฐานผิด โดยเอาหนี้สินของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตามกฎหมายต้องรับผิดชอบภาระหนี้ของตัวเอง มารวมกับหนี้สินของรัฐบาล ทำให้ตัวเลขรวมสูงเกินจริง นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลจีนก็ชัดเจน คือระมัดระวังและเข้มงวดในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อหนี้ จึงไม่มีเหตุให้สรุปว่ารัฐบาลจีนมีความเสี่ยงสูงขึ้น
มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หลายประการ ดังนี้
1.มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการถูกลดอันดับเครดิตของจีนครั้งนี้หรือไม่ คำตอบของผมคือไม่ทราบชัด เป็นไปได้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกดดันจีน แต่ในขณะเดียวกันก็มีส่วนที่สะท้อนความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย
ต้องไม่ลืมว่า จีนในวันนี้กับจีนเมื่อ 10-15 ปีก่อนอยู่ในฐานะที่ต่างกันมาก สมัยก่อนจีนเป็นเจ้าตลาดส่งออกแบบไร้คู่แข่ง เพราะสินค้าราคาถูกกว่าประเทศอื่นมาก แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ต้นทุนผลิตของจีนสูงขึ้น จากค่าจ้างแรงงานที่แพงขึ้นมาก ทำให้ความได้เปรียบลดลง และมีคู่แข่งจากทั่วทุกมุมโลก บริษัทจีนหลายแห่งมีกำลังผลิตเกินความต้องการของตลาด หรือผลิตแล้วขายไม่ได้ หรือต้องขายขาดทุน ทำให้มีปัญหาในการชำระหนี้
นอกจากนี้ จีนยังเริ่มมีปัญหากับตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด คือ สหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศจะไม่ให้ประเทศอื่นเอาเปรียบสหรัฐทางการค้าอีกต่อไป โดยจีนถูกระบุว่าเป็นประเทศที่ในอดีตเอาเปรียบสหรัฐมากที่สุด
2.เหตุใดอันดับเครดิตของสหรัฐจึงสูงกว่าจีน ที่ระดับ AA+ ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐมีหนี้สินมากกว่ารัฐบาลจีนมาก รวมทั้งสหรัฐเป็นประเทศลูกหนี้สุทธิขนาดใหญ่มาก ในขณะที่จีนเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิ
คำตอบอยู่ที่เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่นิยมใช้ในทางการค้าระหว่างประเทศ ในการลงทุน และในการเป็นทุนสำรอง ทำให้มีความต้องการถือเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ มากกว่าหรือพอๆ กับภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่สูงขึ้น
หากเปรียบเทียบจีนกับอีกบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิ แต่รัฐบาลมีภาระหนี้สูง อันดับเครดิตของญี่ปุ่นปัจจุบันอยู่ที่ A+ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับของจีนหลังการปรับลด
3.มีข้อสังเกตว่าตลาดทุนของจีนยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร จำนวนผู้ลงทุนสถาบันยังมีน้อย ทำให้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดการกับความเสี่ยงยังไม่เข้มแข็ง หรืออีกนัยหนึ่ง กลไกตลาดยังทำงานได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังชอบเข้ามาแทรกแซงตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐวิสาหกิจบางรายล้มละลายหรือไม่ชำระหนี้ ด้วยเหตุนี้ภาระหนี้ของรัฐวิสาหกิจจึงถูกรวมเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล แม้ว่าในทางกฎหมายรัฐบาลจะไม่ต้องรับผิดชอบก็ตาม
4.การถูกลดอันดับเครดิตจะทำให้จีนเดือดร้อนหรือไม่ คำตอบคือ ในทางตรง รัฐบาลจีนคงไม่เดือดร้อนมากนัก ทุกอย่างยังสามารถเดินหน้าได้ตามปกติ แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อมต่อภาคธุรกิจ เพราะจะทำให้กู้ยืมยากขึ้น และต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น
ต้องไม่ลืมว่า อันดับเครดิตของบริษัทเอกชนจะลดลงอย่างถ้วนหน้า ตามอันดับเครดิตของประเทศ เนื่องจากอันดับเครดิตของบริษัทไม่สามารถสูงกว่าของประเทศได้ เมื่อของประเทศต่ำลง ของภาคธุรกิจจึงต่ำลงตามโดยอัตโนมัติ
5.เปรียบกับประเทศไทย อันดับเครดิตของจีนยังสูงกว่าของเรามาก กล่าวคือ เราอยู่ที่ BBB+ ซึ่งต่ำกว่า A+ ของจีนถึง 3 ระดับ ทั้งๆ ที่สมัยก่อนอันดับเครดิตของเราเคยสูงกว่าจีนด้วยซ้ำไป
บทเรียนที่เราควรได้รับจากกรณีของจีนคือ หากเราประสงค์จะให้อันดับเครดิตของเราดีขึ้น รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในเรื่องของการก่อหนี้ การทำงบประมาณขาดดุลอย่างเต็มที่ หรือเกือบจะเต็มที่ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่นที่ทำมาตลอดหลายปี รังแต่จะทำให้รัฐบาลมีหนี้สินมากขึ้น และไม่เป็นผลดีต่ออันดับเครดิตของประเทศอย่างแน่นอน
การพยายามก่อหนี้นอกระบบ งบประมาณ เช่นที่กลุ่มอำนาจเก่า พยายามทำ โดยการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากบังเอิญมีผลบังคับใช้ จะยิ่งทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศแย่ลง และอันดับเครดิตตกต่ำลง
ข้อสุดท้าย สำหรับผู้ลงทุนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย การถูกลดอันดับเครดิตของจีนทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรู้จักระวังภาคธุรกิจที่อาจมีปัญหานะครับ
ในประเทศที่เป็นเจ้าหนี้สุทธิและยังเกินดุลอย่างต่อเนื่อง เช่น จีนกับญี่ปุ่น มีบริษัทในบางภาคธุรกิจที่เรามั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ เพราะฉะนั้น เมื่ออันดับเครดิตของประเทศต่ำลง และอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้สูงขึ้น ส่วนเพิ่มจึงเกือบจะเหมือนได้เปล่า n







