posttoday
ฟื้นฟูไอแบงก์ ‘คลัง’ ต้องช่วยออกแรง

ฟื้นฟูไอแบงก์ ‘คลัง’ ต้องช่วยออกแรง

01 ตุลาคม 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐ หากประเมินสถานการณ์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ตอนนี้ที่มีปัญหาน่าจับตามากที่สุดคือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เนื่องจากการแก้ปัญหาในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า และอาจสร้างภาระต่อระบบแบงก์รัฐหากไม่มีสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้แบบครบวงจร

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หากประเมินสถานการณ์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ตอนนี้ที่มีปัญหาน่าจับตามากที่สุดคือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เนื่องจากการแก้ปัญหาในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า และอาจสร้างภาระต่อระบบแบงก์รัฐหากไม่มีสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้แบบครบวงจร

ที่ผ่านมา ไอแบงก์เป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่ถูกเข้าไปอยู่ในแผนฟื้นฟู เพราะมีหนี้เสียมากกว่า 50% หรือมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่ระดับเพียง 1 แสนล้านบาท ซึ่งปัญหาไอแบงก์เป็น ที่รู้กันดีกว่าหนี้เสียจำนวนมากไม่ได้เกิดจากลูกหนี้กลุ่มมุสลิม แต่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อให้พวกพ้องเพราะถูกพิษการเมืองเข้าแทรก มีการปล่อยสินเชื่อเกินกว่าหลักประกันไปมาก ลูกหนี้ด้อยคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดผลดำเนินงานก่อนที่มีการโอนหนี้เสียมีผลขาดทุนสะสมสูงถึง 2.82 หมื่นล้านบาท ส่วนของทุนติดลบ 1.69 หมื่นล้านบาท บีไอเอส ติดลบ 30.64% ต่ำกว่าเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไว้ 8.5% และรอการเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมใส่เงินเพิ่มทุน 2,500 บาท ที่เหลือยกให้ไปเอาเงินจากกองทุนพัฒนาแบงก์รัฐ ทุกธนาคารที่รับเงินฝากต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน 0.25% เอามาใส่ในกองทุนนี้ แล้วทยอยกันเงินจากกองทุนไปเพิ่มทุน ให้ไอแบงก์

ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้เสีย ที่หลังจากเข้าสู่แผนฟื้นฟูไม่สามารถทำได้ หรือเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่าง มีนัยสำคัญ สถานะที่ทรงตัวกับหนี้เสียที่เกรงว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เป็นตัวเร่งให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. และกระทรวงการคลังต้องยอมตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลาม หรือเอเอ็มซี ธนาคารอิสลาม มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% เพื่อแยกหนี้เสียราว 4.7 หมื่นล้านบาท ที่ไม่รวมลูกหนี้มุสลิม 3,000 ล้านบาท เอาออกมาตั้งเอเอ็มซี และจ้างบริษัทเอกชนมาบริหารติดตามทวงหนี้ ซึ่งในส่วนของการสรรหาเอ็มดีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไอแบงก์ ก็ยังไม่คืบหน้า รู้แต่เพียงว่ามีการเปิดรับสมัคร และมีคนมาสมัคร 5 ราย แต่ยังไม่มีการประกาศผล และยังไม่มีการฟอร์มทีมงานที่จะเข้ามาติดตามทวงหนี้

ส่วนเงินเพิ่มทุน 1.8 หมื่นล้านบาท ยังไม่มีความชัดเจนว่ากระทรวงการคลัง หรือกองทุนพัฒนาแบงก์รัฐจะใส่เข้ามาเมื่อไร

ขณะที่การสรรหาพันธมิตรใหม่ เหมือนจะมีแสงที่ปลายอุโมงค์หลังกระทรวงการคลังยอมตั้งเอเอ็มซีเพื่อรับโอนหนี้เสีย มีกระแสว่าจะมีสถาบันการเงินจากประเทศมุสลิม ที่สนใจจะเข้ามาพัฒนาไอแบงก์ รวมถึงกลุ่มสหกรณ์มุสลิมในประเทศที่ต้องการเข้ามาทำให้ไอแบงก์ คือแบงก์ของพี่น้องชาวมุสลิมอย่างจริงจัง แม้เส้นตายกำหนดให้หาพันธมิตรให้ได้ภายในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าล่าสุดยังไม่มีการประกาศรายชื่อ หรือมีใครออกมาระบุได้ชัดเจนว่าขั้นตอนการเจรจาไปถึงไหน มีใครที่ได้เข้ามาหารือกับกระทรวงการคลังแล้วบ้าง

ความไม่ชัดเจนทั้งหมด ส่งผล ต่อการเปิดสรรหากรรมการผู้จัดการ ไอแบงก์ เพื่อมาสานเรื่องทั้งหมดต่อ โดยมีการเปิดสรรหา 2 รอบ รอบแรกสิ้นสุดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2560 แต่ไม่มีคนมาสมัคร จึงได้มีคำสั่งขยายเวลารับสมัครออกไปอีก 30 วัน สิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2560 นี้ ปรากฏว่ายังไม่มีผู้สมัครตามที่ธนาคารได้กำหนดไว้

จนกระทรวงการคลัง ต้องเปิดไฟเขียวตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารอิสลาม เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 มีมติแต่งตั้งให้ วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นคณะกรรมการไอแบงก์อยู่แล้วในปัจจุบัน ให้ไปรับตำแหน่งรักษาการกรรมการ ผู้จัดการไอแบงก์ มีผลวันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมานี้แบบสดๆ ร้อนๆ โดยให้เข้าปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา ในลักษณะของการยืมตัวเพื่อไปช่วยฟื้นฟูกิจการของไอแบงก์ ในระหว่างที่ธนาคารอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่

หากให้ประเมินความรอบจัดในแวดวงการเงินต้องถือว่า วิทัย ยังเที่ยวบินต่ำเมื่อเทียบกับปัญหาใหญ่ระดับชาติขนาดนี้ แม้หนี้เสียก้อนโตจะโอนไปให้เอเอ็มซีแล้ว แต่การจะทำอะไรให้แบงก์เริ่มกลับมาทำธุรกิจได้ตามปกติ ทั้งปล่อยสินเชื่อได้ตาม คนร.เห็นชอบ คือเน้นรายย่อย และเปิดให้ปล่อยกู้รายใหญ่เกิน 200 ล้านบาท เพื่อให้ยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 3 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ได้ เพราะเมื่อไรที่ปล่อยกู้ได้ ก็ต้องเริ่มหาเงินฝากเข้ามาเพื่อปล่อยกู้ต่อ

การเดินหน้าเจรจากับพันธมิตร ที่อาจต้องถูกกดดันจากคนที่จะมาร่วมทุน เพราะนักลงทุนที่ไหนก็ต้องการซื้อ ของถูก โดยเฉพาะของที่เจ้าของเองก็ต้องการจะขาย แต่ในฐานะที่ไอแบงก์ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้การเจรจาหาพันธมิตรต้องคำนึงถึงการรักษา ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นคือกระทรวงการคลังไว้ด้วย

ซึ่งในเรื่องของความคืบหน้าเกี่ยวกับพันธมิตร คาดว่า ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานคณะกรรมการไอแบงก์ จะต้องเร่งหาข้อสรุปให้ได้ก่อน เพื่อรายงานให้ คนร.รับทราบ ก่อนที่จะครบวาระเป็นประธานในอีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้

มีการตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหาไอแบงก์ครั้งนี้ เป็นอีกตำราของระบบการเงินแบงก์รัฐ ที่ต้องเฝ้าติดตามผล เพราะการตั้งเอเอ็มซีเพื่อรับโอนหนี้เสียมาบริหารเองนั้น จะได้คุ้มเสียหรือไม่ แล้วใครจะกล้าเข้ามาเป็นเอ็มดี เพื่อเป็นหนังหน้าไฟเพื่อตามทวงหนี้ 4.7 หมื่นล้านก้อนนี้

จะคุ้มหรือไม่ กับการที่เกรงว่าถ้าเปิดให้เอกชนมาเหมาเข่งไป อาจจะถูกกดราคามาก เพราะมีแต่ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งอาจมีผลต่อภาระการขาดทุนสะสม ที่ส่งต่อเงินที่คลังจะต้องใส่เพิ่มทุนเข้าไปไม่รู้อีกกี่หมื่นล้านบาท

แต่อนาคตถ้าตามทวงหนี้ก้อนนี้ไม่ได้ เท่ากับตั๋วสัญญาใช้เงินที่กระทรวงการคลังออกให้ไอแบงก์ มีวงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับหนี้เสีย 4.7 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี ปลอดดอกเบี้ย 2 ปีแรก ภาระหนักก็วกมาตกที่กระทรวงการคลัง ที่ต้องเอาเงินงบประมาณมาจากภาษีประชาชนมาจ่ายหนี้ค่าตั๋วสัญญาให้ไอแบงก์อีก

ฉะนั้น การดึงตัว วิทัย เข้ามาขัดตาทัพตอนนี้ เหมือนเป็นการส่งคนจากคลังเข้าไปคลุกวงในของปัญหาจริงๆ ก่อน ส่วนจะปฏิบัติภารกิจนี้สำเร็จไปได้ด้วยดีหรือไม่ ยังต้องได้รับแรงผลักดันจาก คนร. สำนักรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. และกระทรวงการคลัง เพราะไอแบงก์ยังไม่หลุดออกจากแผนฟื้นฟู และเชื่อว่ากว่าจะออกจากแผนฟื้นฟูได้คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ n

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม