
กรุงวอชิงตัน กับ กรุงเทพฯ
สัปดาห์นี้ผมพาทีมอธิการบดีและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไทยเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างความร่วมมือทางการศึกษาและการวิจัย รองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก โดยมีนัดหารือกับผู้นำของมหาวิทยาลัยชั้นยอดของโลก เช่น คาร์เนกีเมลลอน เอ็มไอที มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ อีกทั้งจะประชุมร่วมกับองค์กรชั้นนำของรัฐบาลและของเอกชน จึงถือเป็นการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุดมศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง
สัปดาห์นี้ผมพาทีมอธิการบดีและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไทยเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างความร่วมมือทางการศึกษาและการวิจัย รองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก โดยมีนัดหารือกับผู้นำของมหาวิทยาลัยชั้นยอดของโลก เช่น คาร์เนกีเมลลอน เอ็มไอที มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ อีกทั้งจะประชุมร่วมกับองค์กรชั้นนำของรัฐบาลและของเอกชน จึงถือเป็นการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุดมศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง
ทีมมหาวิทยาลัยไทยเริ่มต้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนรู้การจัดการศึกษาของเมือง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก ทั้งที่เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ มีทั้งคนผิวขาว คนผิวสี และคนต่างชาติที่มาทำงาน ซึ่งการศึกษาของเมืองจะถูกบริหารเป็นองค์รวม ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย โดยรองนายกเทศมนตรีและที่ปรึกษาด้านการศึกษา ซึ่งเป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จึงมีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ และยังมุ่งมั่น ทำงานจริงจัง
นอกจากความโดดเด่นเรื่องการศึกษาแล้ว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังสวยงาม ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหลายล้านคนต่อปี และทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ ก็ต้องออกไปวิ่งทุกวัน เพราะบรรยากาศดีมาก มีสวนสาธารณะที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เป็นลานสนามหญ้าคล้ายกับสนามหลวง แต่ใหญ่กว่าหลายเท่าและมีทางเดินรอบลานยาวหลายกิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงสถานที่สำคัญ ทั้ง อาคารรัฐสภา อนุสาวรีย์วอชิงตัน อนุสรณ์สถานประธานาธิบดีลินคอล์น ไปจนถึงทำเนียบขาว
ตลอดแนวเส้นทางจะมีป้ายบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ ได้อย่างน่าสนใจ และรอบนอกยังมีพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนอันเลื่องชื่อ แหล่งสะสมความรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องการบินและอวกาศ มากกว่า 10 แห่ง เรียงรายตลอดแนวสนามหญ้าแห่งนี้ ที่ถูกเรียกว่า National Mall อีกทั้งตลอดแนวถนนและสถานที่สำคัญยังประดับด้วยธงชาติอเมริกา เรียงรายสวยงามมาก สร้างความฮึกเหิม ปลุกกระแสรักชาติ ทุกครั้งที่เดินผ่าน
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีอายุ 200 กว่าปี พอๆ กับกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ บ้านเรา สภาพแวดล้อมถูกดูแลรักษาโดย Department of Parks and Recreation หรือสำนักสวนสาธารณะและการพักผ่อนหย่อนใจ ที่มุ่งให้พลเมืองทุกคนสามารถ "เข้าถึง" และ "มีความสุข" ได้จริงๆ ซึ่งการเข้าถึงนี้ไม่เพียงแต่ทำได้ในทุกพื้นที่ ทั้งทางเดินเลียบแม่น้ำโปโตแมค ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก ดังเช่นแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ ที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสถานที่สำคัญได้อย่างกลมกลืน ทำให้เดินเล่นได้ทั้งวัน ไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งยังสามารถ "เข้าถึง" ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อันเป็นรากฐานของประเทศได้อย่างลึกซึ้งและกลมกลืนไปกับบรรยากาศ
มาชมที่นี่แล้วยิ่งคิดถึงกรุงเทพฯ เพราะอยากเห็นการพัฒนาสร้างสรรค์ได้แบบกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่จริงกรุงเทพฯ มีทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะ ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ไม่เคยให้โอกาสพลเมืองได้ "เข้าถึง" อย่างแท้จริง ผมยังอยากเห็นคนกรุงเทพฯ มีทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ใช่มีแต่ต้องไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าทุกวันหยุด และอยากมีโอกาสได้รู้จักกรุงเทพฯ บ้านของเรามากกว่านี้
จึงลองจินตนาการว่า หากได้เดินวิ่งออกกำลังกายตามทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เดินเยี่ยมวัดตามทางผ่าน แล้วเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ออกมานั่งเล่นนอนเล่นใต้ต้นไม้บนสนามหลวง เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปบนถนนราชดำเนินฟรี เดินเลยไปจนถึงทำเนียบรัฐบาล แล้วเดินเลียบคลองผดุงกรุงเกษมที่น้ำใสสะอาด คงจะเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดของคนกรุงเทพฯ ซึ่งจะไม่แพ้ National Mall ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เลยแม้แต่น้อย
ผมมั่นใจว่าเราสามารถเข้าถึงกรุงเทพฯ ได้แบบกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์จริงๆ ซึ่งลูกหลานของเราก็จะได้เรียนรู้ความเป็นไทยอย่างภาคภูมิใจ อย่างมีความสุข เช่นเดียวกับลูกหลานคนอเมริกัน n







