
เมื่อลูกเริ่มเถียงเรา
เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ปัญหาหนึ่งที่พ่อแม่มักเจอก็คือ ลูกกล้าเถียงเรามากขึ้น
โดย ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ภาพ : เอพี
เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ปัญหาหนึ่งที่พ่อแม่มักเจอก็คือ ลูกกล้าเถียงเรามากขึ้น และที่หนักกว่านั้น คือเถียงเราในเรื่องที่เราไม่เห็นสาระว่าต้องเถียง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขามองต่าง เราแนะนำเขาไปทางหนึ่ง เขากลับอยากไปอีกทางหนึ่ง จนไปถึงความสงสัยที่เขามีต่อเราว่าประสบการณ์ที่เรามีมันล้าหลังไปหรือเปล่า? เราช่วยเขาได้จริงหรือไม่? หรือไม่ก็เขาได้ฟังมาจากเพื่อนหรือเพื่อนรุ่นพี่อย่างหนึ่ง เขารับรู้มาอย่างหนึ่ง แล้วมันแย้งกับสิ่งที่เราแนะนำเขา จนเขาเริ่มสงสัยเราแทน ไม่เชื่อเราหมดเหมือนตอนเด็กๆ อีกต่อไป
สังคมไทยมองการขึ้นเสียง เถียงข้างๆ คูๆ ของเด็กไม่เหมือนฝรั่ง เรามองว่าการเถียงคือการไม่เคารพ ฝรั่งมองการเถียงเป็นสิทธิ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต แต่สังคมไทยยังไม่ชินกับการเถียง เพราะเราไม่เคยสอนให้ลูกคิดต่างจากเรา ครูก็ไม่เคยสอนให้ศิษย์กล้าคิดต่าง ดังนั้นเมื่อลูกเริ่มเถียง เราก็เริ่มคิด คิดว่าต่อไปลูกคงมองข้ามหัวผู้ใหญ่ เป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ เราจะยิ่งปราม ยิ่งพยายามดัดนิสัย
ผมจำตัวเองได้ ตอนที่ต้องเดินทางไปอยู่สแกนดิเนเวีย ตามคุณแม่ไปตอนสิบกว่าขวบ ตอนนั้นผมเป็นเด็กเรียน เห็นหนังสือเป็นต้องไหว้ก่อนอ่านทุกเล่ม เพราะมองว่าเราต้องเคารพทุกอย่าง ตอนอยู่ต่อหน้าครูจะพยายามทำตามทุกอย่างที่ครูบอก อะไรไม่เข้าใจก็เก็บไว้ ไม่ถาม แต่พยายามทวนซ้ำๆ จนเข้าใจ เพราะถือว่าสิ่งสำคัญสุด 3 สิ่ง คือ เคารพครู เคารพหนังสือ และเคารพกฎกติกามารยาทของโรงเรียน
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องมีความคิดของตัวเอง ผมเถียงใครไม่เป็น เกรงใจทุกคน จนอาจกล่าวได้เลยว่า ผมพร้อมเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย
ตอนที่ผมต้องย้ายออกจากโรงเรียนเก่าไปเรียนที่ต่างประเทศ คุณแม่ผมตัดสินใจให้ไปเรียนโรงเรียนรัฐบาลแทนโรงเรียนอินเตอร์ เพราะหวังว่าลูกจะได้ภาษาที่สาม แทนที่จะได้แค่ภาษาอังกฤษ
ครูที่นั่นแรกๆ เจอผม ก็มีความเมตตาอยู่พอควร เพราะรู้ว่าเรามาจากประเทศไทย ซึ่งสมัยนั้นคนสแกนดิเนเวียมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศโลกที่สาม แม้คุณแม่แต่งงานใหม่กับคนมีฐานะ เราอยู่ในย่านที่แพงที่สุดในเดนมาร์ก แต่ความที่เป็นเด็กเอเชียหัวดำ เขาก็มองเราว่าโลกที่สามอยู่ดี
ผมเลยยิ่งเจียมตัว ใครว่าอะไรเอาด้วย จริงๆ ไม่มีอะไร คืออยากให้ครูและเพื่อนๆ รัก และมักชวนเพื่อนมาสังสรรค์ที่บ้านอยู่ประจำ ในห้องเรียน ผมนิ่งฟัง รอคำสั่งจากครู ให้ทำอะไรผมพร้อม เพราะอยากได้เกรดดีๆ และก็จริง พอคะแนนออกมาผมได้คะแนนสูงสุดแทบทุกวิชา
แม้กระทั่งคะแนนภาษาเดนมาร์ก ก็ยังมีคะแนนสูงสุด จนเพื่อนๆ ผมขำว่า “ทำได้อย่างไร?” เขาไม่รู้ว่าเด็กไทยเก่งท่อง เก่งจำ ทำตามได้สบาย
แต่วันหนึ่ง ทั้งครูวิชาเลขคณิต ครูวิชาภาษาอังกฤษ ไปจนถึงครูประจำชั้น เริ่มมองผมด้วยความหวั่นใจสงสัย วันหนึ่งพวกเขาถามผมแบบนี้ว่า “นี่เธอ เมื่อไหร่เธอจะเถียงครูบ้าง เธอรู้ไหม? ครูเตรียมสอน ใช้เวลากับการเรียบเรียงสิ่งที่จะถ่ายทอด ไม่ใช่ให้เธอมารับเอาอย่างเดียวนะ”
ผมงง คิดว่าครูหาเรื่อง เพราะเราหัวดำ จริงๆ ไม่ใช่ ครูที่เดนมาร์กไม่ชอบเด็กท่องจำ ชอบเด็กกล้าคิดต่อ หรือคิดต่าง เพราะเขาเป็นสังคม Dialectical (ชอบโต้แย้งด้วยเหตุผล) ครูที่นี่จะดีใจถ้าเด็กตอบโต้ เพื่อเขาจะได้รู้ว่า ที่สอนไป เด็กคิดอย่างไร? ถ้าคิดแย้ง มันมีเหตุผลอะไรดีๆ ให้เขากลับไปทบทวนวิชาที่สอนหรือไม่?
เพื่อนๆ ผมจะคุยกับพ่อแม่เหมือนเป็นเพื่อน เถียงทุกเรื่องที่คิดต่าง พ่อแม่ก็มีหงุดหงิด แต่ก็พยายามฟัง แล้วต่อรองกับลูก ผมอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ 3 ปี จนกลับมาเรียนต่อเมืองไทย เพราะอยากอยู่กับคุณพ่อบ้าง จนผมต้องกลับมาปรับตัวใหม่อีกรอบ เพราะการเรียนที่ไทยยังคงต้องฟังแล้วไม่คิดนอกกรอบ
ผมเคยยกมือถามครูเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นต่าง ครูแทบร้องไห้ เพราะทุกคนจำได้ว่าผมเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาก่อน ไม่เคยเถียงครู แต่การได้อยู่ในสังคมที่ฝึกให้เถียงได้ มันกลับทำให้ผมเรียนสนุก อ่านหนังสือเป็น และรู้กว้างขึ้น เพราะอาจค้นคว้าเองต่อยอดจากที่ครูสอนมา
เช่นเดียวกัน ถ้าเรากลับมามองเรื่องการเลี้ยงลูกช่วงวัยรุ่น เมื่อลูกกล้าเริ่มเถียงเรา เพราะเขาอยากลองต่อรองกับสังคม โดยเริ่มจากต่อรองกับเราก่อน และถ้าเขาได้รุกคืบพ่อแม่บ้าง เขาจะมีความมั่นใจไปเจรจาต่อรองกับสังคมข้างนอกมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มเถียง ให้เราลองเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการผ่อนระยะ แล้วค่อยอธิบายเมื่อลูกพร้อมฟัง โดยพยายามทำความเข้าใจกับตัวตนลูก เพราะหลายครั้งเราอาจคิดแทนเขามากเกินไป เพราะใครๆ ก็ย่อมคิดว่าความคิดตัวเองดีที่สุด
แม้เราอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่เราก็ยังอาจพลาด เหมือนครูที่เดนมาร์ก แม้เตรียมตัวมาดี แต่ก็คาดหวังให้นักเรียนคิดต่าง เพื่อดูว่าที่รู้มามันมีช่องโหว่หรือไม่? อย่างไร? เพราะยุคสมัยเปลี่ยน ความรู้ย่อมเปลี่ยนตามนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อเราเริ่มปวดกบาลกับลูก เพราะไม่ทำตัวน่ารักเหมือนแต่ก่อน มีเถียง มีเห็นต่าง มีฟังเพื่อนมากกว่าฟังเรา เราอาจต้องให้สายสัมพันธ์หย่อนลง ลดความเป็นพ่อแม่ เพิ่มความเป็นเพื่อน เพราะเขาไม่ได้ไม่เคารพ แต่เขาอยากตัวโตขึ้น เพราะเขากำลังต้องเผชิญโลกของผู้ใหญ่ที่ต้องฝึกคิดเอง ตัดสินใจเองต่างหาก
พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกโตแบบเลี้ยงง่ายๆ ไปตลอด แต่หลายคนไม่เป็นอย่างนั้น เขาเลี้ยงง่ายแค่ช่วงหนึ่ง แต่พอถึงวัยพายุบุแคม เข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังเป็นวัยรุ่น ความคิดต่างเถียงข้างๆ คูๆ เริ่มมีให้เห็น
อยากให้เราทำใจ เพราะถ้าลองมองย้อนกลับไป เราก็เคยมีช่วงนั้นเหมือนกัน ลองกลับไปคิดดูว่า เราต้องการอะไรจากพ่อแม่เรา? ลูกก็คงต้องการไม่ต่างจากเราเช่นกัน
การผ่อนระยะ จริงๆ เป็นศิลปะที่เราอาจพูดหนักเป็นบางครั้ง แต่ไม่บ่อยจนเป็นการบ่น เราต้องมองว่าสิ่งที่เราสอนคืออาหารที่เป็นวิตามินเสริมให้ชีวิตเขาเข้าที่เข้าทางขึ้น ไม่ใช่อาหารหลักที่ต้องป้อนเหมือนวัยเด็กเล็ก
สิ่งสำคัญคือการบอกเล่าให้ลูกรู้สึกได้ว่า เราได้คิดมาดีหลังจากพยายามทำความเข้าใจกับความรู้สึกลูกพอสมควรแล้ว หากโยงกับประสบการณ์ตัวเองในวัยเดียวกัน และพูดเหมือนว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา จะได้ผลกว่า เพราะเขาจะเอาไปคิดทบทวนอีกที แล้วเข้ามาปรึกษาเราเพิ่ม แม้อาจมีความเห็นต่างจากเราบ้าง
คนเถียงกัน ไม่ได้หมายถึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอไป เพราะเด็กวัยนี้ก็เถียงกับเพื่อนสนิทเป็นประจำ แต่เขาใช้การเถียงกันตรงนี้เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ในการคิดเชิง Dialectic หรือฝึกคิดย้อนแย้งว่า ตกลงที่เขาคิดมันจริงหรือไม่? มันโอเคหรือเปล่า? เพื่อฝึกที่จะมั่นใจในการตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองและปูทางชีวิตตัวเองต่อไปในวันข้างหน้า
ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มเถียงเรา ก็ให้เราเริ่มคิดว่า ถึงเวลาฝึกลูกคิดเองเป็น โดยยอมให้เขาแย้งเรา และให้เราค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาคิด แล้วชี้แจงเหตุผล โดยไม่ถือตัวว่าเป็นพ่อแม่ แล้วลูกคิดต่างไม่ได้เลย







