
นวัตกรรมสร้างชาติ
ตั้งแต่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2540เป็นเวลานานมากกว่า 20 ปี ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) มีการขยายตัวต่ำไม่เกิน 5% เพราะมีปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศถ่วงไม่ให้จีดีพีเติบโตในอัตราสูงได้
ตั้งแต่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2540เป็นเวลานานมากกว่า 20 ปี ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) มีการขยายตัวต่ำไม่เกิน 5% เพราะมีปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศถ่วงไม่ให้จีดีพีเติบโตในอัตราสูงได้
การที่เศรษฐกิจไม่ขยายตัวเต็มศักยภาพเริ่มเป็นปัญหากับประเทศ ทำให้กลายเป็นติดกับดักรายได้ปานกลาง รายได้ต่อหัวต่อคนของคนไทย ณ ปี 2554 อยู่ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี หรือประมาณ 1.4 แสนบาท/คน/ปี และยังคงอยู่แบบนี้จนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวขึ้นไป เป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มี รายได้สูงได้
การหลุดพ้นประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลาง รัฐบาลจะต้อง ทำให้จีดีพีเติบโตสูงกว่า 5% อย่างต่อเนื่อง และจะต้องปรับโครงสร้างการค้า การลงทุน การผลิตใหม่ทั้งหมด การใช้โครงสร้างค่าแรงต่ำ ภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดการลงทุนใช้ไม่ได้อีกต่อไป เศรษฐกิจไทยในยุค ต่อไปจะต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไป
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายรัฐบาลที่เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ มีการพูดถึงการจะเข้าไปหางานวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ดีๆ แต่ไม่ได้นำมาพัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ แต่ไม่มีการดำเนินการส่งเสริมและจัดการในวงกว้าง มีการส่งเสริมเป็นกลุ่มในวงแคบๆ และไม่แพร่หลาย แต่ก็ได้เห็นผลสำเร็จในหลายๆ สินค้า เช่น ครีมเคอร์มิน ที่องค์การเภสัชกรรมใช้นาโนเทคโนโลยีสกัดสารจากขมิ้นชันออกมาทำเครื่องสำอางและขายดีแข่งขันกับเครื่องสำอางนำเข้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ที่เคยฮือฮาว่าเป็นครีมหน้าเด้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา
หากสามารถนำงานวิจัยหลายๆ เรื่องออกมาพัฒนาผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายได้ ก็จะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้ และปัจจุบันตลาดการค้ากว้างขวางมาก สามารถนำเสนอสินค้าผ่านออนไลน์ขายได้ทั่วโลก ตลาดไม่ได้จำกัดเพียงในประเทศไทยอีกต่อไป
ในขณะที่ภาคเอกชนอย่างเช่น บริษัทขนาดใหญ่ได้ปรับตัวและค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิต เช่น กลุ่มบริษัทเอสซีจีที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้มานานแล้ว ซึ่งก็ได้เกิดสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา ทำรายได้ให้กับบริษัทจำนวนมาก เป็นต้น
อย่างไรก็ดี รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับว่าเป็นรัฐบาลแรกที่ได้ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนทำวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับกรณีที่ทำวิจัยเป็นกลุ่ม ให้สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ให้เป็นรายบริษัท
นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้สั่งการให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการจัดตั้งสำนักงานการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติโดยเร็ว และมีแผนงานปฏิบัติที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นให้เกิดยุทธศาสตร์การวิจัย และนวัตกรรมต้องนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อนำไปสู่การจัดสรร งบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมลงพื้นที่อย่างเหมาะสมและ มีประสิทธิภาพ
การเริ่มต้นที่ดีย่อมเป็นทางไปสู่ความสำเร็จ การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องที่จะต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง และถ้าจะให้ดีรัฐบาลควรจะเสนอเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ n







