posttoday
รับมือ...ซื้อของไม่ได้ของ

รับมือ...ซื้อของไม่ได้ของ

13 กันยายน 2560

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์รู้มั้ยว่าปีนี้คนไทยช็อปปิ้งออนไลน์คิดเป็นมูลค่าเป็นหลักล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมาก

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

รู้มั้ยว่าปีนี้คนไทยช็อปปิ้งออนไลน์คิดเป็นมูลค่าเป็นหลักล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมาก

จากข้อมูลของ PayPal ผู้นำ ด้านการชำระเงินแบบดิจิทัล ระดับโลก และอิปซอสส์ (Ipsos) สำรวจพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของผู้บริโภค โดยคาดการณ์ยอดการใช้จ่ายออนไลน์ทั้งหมดของนักช็อปชาวไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 16% หรือคิดเป็นมูลค่า 376.8 พันล้านบาท โดยเฉพาะช็อปผ่านเว็บไซต์ในประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 84%

แม้แต่ พีดับเบิ้ลยูซี เผยผลสำรวจนักช็อปออนไลน์ประเทศไทย คว้าอันดับ 1 มีนักช็อปออนไลน์ซื้อสินค้าโดยตรงผ่านทางโซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลกถึง 51%

สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ระบุว่าในปี 2559 มีผู้ค้าออนไลน์ในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 5.27 แสนราย และมีมูลค่ารวมกว่า 2.52 ล้านล้านบาท

ปัจจัยสำคัญที่กลุ่มนักช็อปหันมาช็อปออนไลน์มากขึ้น คือ

1.สะดวกสบาย เปิดร้านรับลูกค้า 24 ชั่วโมง อยู่ที่ไหนก็ซื้อได้

2.สินค้ามีให้เลือกหลากหลาย และเปรียบเทียบได้

3.ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาซื้อของ

4.ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่ารถ ค่าน้ำมัน

5.ราคาถูกกว่า เนื่องจากร้านค้าออนไลน์มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่า ไม่ต้องจ้างพนักงาน ไม่ต้องเสียค่าเช่า

แต่ก็มีไม่น้อยที่ ผู้ซื้อของออนไลน์จะต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

lได้รับสินค้าช้ากว่ากำหนด

lสินค้าชำรุด/เสียหาย

lไม่สามารถใช้สินค้าได้ ให้ข้อมูล ไม่ครบ

lได้รับสินค้าไม่ครบตามจำนวน ที่สั่งซื้อ

lไม่ได้รับสินค้า

คิดก่อนที่จะซื้อออนไลน์

1.ซื้อจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตที่ขายสินค้านั้นโดยตรง

2.ซื้อจากตลาดกลาง เช่น ebay we love shopping ซึ่งเว็บไซต์์จะทำหน้าที่เป็นตลาดกลาง มีการเก็บข้อมูลประวัติของผู้ซื้อ-ผู้ขายไว้ หากเกิดกรณีฉ้อโกงจะสามารถตามตัวได้ รวมไปถึงให้ดูฟีดแบ็กจากลูกค้าที่ซื้อของไปว่าดีหรือไม่

3.ตรวจสอบว่าร้านค้าออนไลน์ได้รับการรับรองการจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (http://www.trustmarkthai.com/)

4.ตรวจสอบว่าร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ได้จดทะเบียนกับ สคบ.หรือไม่ เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (http://www.ocpb.go.th/ewt_news.php?nid=779) และค้นหาชื่อร้านที่ต้องการตรวจสอบได้ทันที

พร้อมรับมือ...ภัยช็อปปิ้งออนไลน์

แม้ว่าการจับจ่ายออนไลน์จะเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ในอีกด้านก็ยังมีปัญหาอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการถูกหลอกถ้าซื้อของไม่ได้ของ หรือเอาของที่ไม่มีคุณภาพตามที่โฆษณาชวนเชื่อไว้หรือปลอมมาขาย

เป็นข่าวมาตลอดผู้สั่งซื้อของทางอินเทอร์เน็ตแต่ไม่ได้ของ โดยเฉพาะแบรนด์หรูต่างๆ ทั้งกระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า โทรศัพท์ ไม่ว่าจะฝากหิ้วหรือซื้อผ่านโซเชียลต่างๆ หรือจะซื้อของเว็บก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเงินกี่บาทก็ตาม ใครๆ ก็ไม่อยากจะซื้อของแล้วไม่ได้ของ

แต่ถ้าเราตกเป็นหยื่อซื้อของไม่ได้ของแล้ว จะต้องรับมืออย่างไร

สิ่งแรกการจะซื้อของออนไลน์ จะต้องอ่านข้อกำหนดในเว็บไซต์ที่ขายสินค้าว่ามีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาเหล่านี้หรือไม่

หากชี้แจงไว้ก็ให้ทำตามเพื่อแก้ปัญหา แต่ถ้าหากไม่ได้ชี้แจงก็ควรติดต่อไปยังผู้ขายผ่านช่องทางการติดต่อที่แจ้งไว้บนเว็บไซต์และเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ขายอาจรับผิดชอบโดยการคืนเงิน การเปลี่ยนสินค้า

กรณีที่เป็นการกระทำความผิดโดยตั้งใจของผู้ขาย นั่นคือ ผู้ซื้อจ่ายเงินแล้ว แต่ผู้ขายไม่ส่งสินค้ามาให้ หรือส่งของอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ได้สั่งซื้อไป ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่ไม่ดีของผู้ขายอย่างชัดเจน

เราสามารถที่จะแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย

การทำผิดแบบนี้เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) คือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

เริ่มต้นดำเนินการเอาเรื่อง

1.รวบรวมหลักฐาน รวบรวมเอกสารทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น

- ประกาศขาย แคปหน้าจอ เว็บไซต์ เพจ

- หลักฐานการจ่ายเงิน หมายเลขบัญชีธนาคารในกรณีที่ใช้การโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้า

- ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

2.แจ้งความกับตำรวจ โดยแจ้งว่าให้คดีให้ถึงที่สุด และให้นำใบแจ้งความกลับมาด้วย

3.ติดตามหาที่อยู่ของผู้ขาย ในกรณีที่ผู้ขายไม่แจ้งที่อยู่ที่ชัดเจนไว้ เช่น หากผู้ขายประกาศขายในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ให้นำใบแจ้งความไปติดต่อผู้ดูแลเว็บบอร์ดเพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของผู้ขาย เช่น IP Address และ ISP ที่ผู้ขายใช้ ซึ่ง ISP ก็สามารถค้นหาตำแหน่งของผู้ขายได้จาก IP Address นั่นเอง หรืออาจจะติดต่อกับธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อขอข้อมูลที่อยู่ได้เช่นกัน

นำหลักฐานเกี่ยวกับที่อยู่ที่ได้นี้ไปแจ้งกับตำรวจอีกครั้ง เพื่อให้ตำรวจดำเนินการจับกุม แล้วขั้นตอนที่เหลือคือขั้นตอนการยื่นฟ้องร้องในชั้นศาล

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อเราทำการซื้อสินค้าออนไลน์จากเว็บไซต์หรือผู้ที่มีความน่าเชื่อถือน้อย เราจะต้องบันทึกข้อมูลและหลักฐานไว้ทุกครั้งเพื่อการดำเนินคดี เพราะหากไม่ทำการบันทึกหลักฐานเหล่านั้นไว้ก็เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินคดีได้

เมื่อเกิดปัญหาในการซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะทำคือติดต่อ เจรจาต่อรอง และไกล่เกลี่ยกับผู้ขาย อย่างไรก็ตามบางครั้งการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอาจไม่เป็นผล อาจจะต้องร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ถ้าคิดจะร้องเรียนออนไลน์ สามารถที่จะร้องเรียนได้ที่

- ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ กระทรวงไอซีที สายด่วน 1212 หรืออีเมล [email protected] หรือร้องเรียนผ่าน Mobile App 1212 OCC

- สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เข้าไปยังเว็บไซต์ http://complain.ocpb.go.th บันทึกข้อมูลตามปัญหาที่พบ เพื่อให้ทาง สคบ.ดำเนินการต่อไป

บางคนอาจจะคิดว่าถูกโกงเล็กๆ น้อยๆ แล้วแค่บ่น ปล่อยผ่านไปทำให้พวกฉ้อโกงได้ใจเปลี่ยนเว็บไซต์หลอกลวงไปเรื่อยๆ

อย่างน้อยก็ช่วยกันแชร์ประสบการณ์การถูกหลอกซื้อออนไลน์ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยในการกระจายข่าวสารได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อื่นมีความระมัดระวังในการซื้อสินค้าออนไลน์และใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่