
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช & ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระหว่างวันที่ 12-15 ก.ย. 2560 ผมลงไปเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมยางพาราของภาคใต้ ที่ทำการเก็บจากเกษตรกรรายเล็ก กลางและรายใหญ่ พ่อค้าคนกลาง สหกรณ์ และผู้ประกอบการแปรรูปรายใหญ่
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช & ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ระหว่างวันที่ 12-15 ก.ย. 2560 ผมลงไปเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมยางพาราของภาคใต้ ที่ทำการเก็บจากเกษตรกรรายเล็ก กลางและรายใหญ่ พ่อค้าคนกลาง สหกรณ์ และผู้ประกอบการแปรรูปรายใหญ่
ทั้งนี้ เพื่อนำไปคำนวณมูลค่าห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย เปรียบเทียบกับมูลค่ายางพาราของมาเลเซีย งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ผมได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มาศึกษา ตัวเลขปี 2559 ประเทศไทยมีพื้นที่กรีดยาง 19.6 ล้านไร่ ผลผลิต 4.4 ล้านตัน
ขณะที่ข้อมูลของ IRSG (International Rubber Study Group) ปี 2560 คาดว่าไทยสามารถผลิตได้ 4.2 ล้านตัน และปี 2561 คาดว่าจะผลิตได้ 4.5 ล้านตัน ในปี 2559 ภาคใต้มีพื้นที่กรีดยางคิดเป็น 66.3% ของพื้นที่กรีดยางทั้งประเทศ หรือจำนวน 12.9 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ลดลงจากปี 2558
เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำยางพาราหลักๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมถุงมือยาง ยางล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์นั้น ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมถุงมือยาง และถือได้ว่าเป็น "ศูนย์กลาง (ฮับ) อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของไทย"
ในภาคใต้นั้นไม่มีอุตสาหกรรมล้อรถยนต์อยู่เลย ในขณะที่มาเลเซียเป็น "ศูนย์กลางอุตสาหกรรมถุงมือยางของโลก" (ปี 2559 มาเลเซียส่งออกถุงมือยางมูลค่า 113,110 ล้านบาท ในขณะที่ไทยส่งออกมูลค่า 33,441 ล้านบาท และอินโดนีเซียส่งออกมูลค่า 8,201 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตามนโยบายการเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราของโลก (Rubber Excellent Center)
อุตสาหกรรมถุงมือยางเป็นอุตสาหกรรมยางพาราปลายน้ำที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้ และจากจำนวนโรงงานถุงมือยางในประเทศไทย จำนวน 65 แห่งนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้มากถึง 24 แห่ง ซึ่งก็สอดคล้องกับผลผลิตยางพาราของภาคใต้เป็นผลผลิตน้ำยางสดสัดส่วนถึง 68% มียางก้อนถ้วย 31% ทำให้มีโรงงานผลิตน้ำยางข้นในภาคใต้ที่ใช้น้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตถุงมือยางมีมากถึงจำนวน 25 แห่ง จากจำนวน 62 แห่งของทั้งประเทศ
แม้ว่าภาคใต้จะเป็นแหล่งผลิตถุงมือยาง แต่ประเด็นที่น่าคิด ก็คือ "โรงงานส่วนใหญ่มีการผลิตถุงมือยางไนไตร เป็นสัดส่วนที่มากกว่าการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ สัดส่วนไนไตร 70% และธรรมชาติ 30% เหตุผลที่สำคัญ คือ 1.โปรตีนในน้ำยางพารา 2.ปริมาณในการผลิตถุงมือยาง ไนไตรได้มากกว่าถุงมือยางธรรมชาติ เมื่อเทียบจากน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ของยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์
3.น้ำหนักที่เบากว่าของถุงมือยางไนไตร ที่มีน้ำหนักเพียง 3 กรัม/ชิ้น ในขณะที่ถุงมือยางธรรมชาติเฉลี่ย 5 กรัม/ชิ้น 4.ราคายางธรรมชาติที่ผ่านมาสูง" ทำให้ผู้ผลิตหันไปใช้ยางสังเคราะห์ในการผลิตแทน และ 5.ถุงมือยางไนไตรเป็นถุงมือที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติทนทาน ทนกรด ทนน้ำมัน และทนการขีดข่วน ในขณะที่ถุงมือยางธรรมชาติมีจุดเด่นตรงที่มีความยืดหยุ่นสูงเท่านั้น
นอกจากประเด็นเรื่อง "ถุงมือยางไนไตร" แล้ว ผมพบว่าอุตสาหกรรมปลายน้ำของภาคใต้มีประเด็นอีก 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องมาตรฐานของหมอนยางพาราที่แต่ละหน่วยงานต่างกันต่างผลิตซึ่งไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และใครเป็นคนดูแลมาตรฐาน เพราะสินค้าเหล่านี้ส่งไปขายทั่วโลกหากผู้ซื้อต่างประเทศพบว่าหมอนยางพาราของไทยไม่ได้มาตรฐาน จะเสียหายทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง และขณะที่นักลงทุนจีนกำลังเข้ามาลงทุนทำอุตสาหกรรมหมอนยางพารา หมอนยางของไทยจะอยู่อย่างไรต่อไป
และ 2.กลุ่มเกษตรกรยางพาราที่กำลังผลักดันและพัฒนาการแปรรูปยางพารา ขณะนี้ยังขาดความรู้เรื่องการตลาด การออกแบบ แม่พิมพ์ที่แพง ขาดมาตรฐานอุตสาหกรรม และต้นทุนในการผลิตสูง ส่งผลทำให้ศักยภาพของเครื่องจักรที่มีอยู่ใช้ได้เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ "น่าเสียดาย" ครับ n







