
ฝันถึงอนาคตในเมืองล้าหลัง
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ "อาฮกไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราชาวจีนในเมืองเมดาน เมืองของเราปลอดภัยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้กระทั่งในปี 1998 ถึงจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนในกรุงจาการ์ตา พวกเราที่นี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข" ป๊ะ ดาร์วิน ชายชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนวัย 48 ปี กล่าว
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
"อาฮกไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราชาวจีนในเมืองเมดาน เมืองของเราปลอดภัยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้กระทั่งในปี 1998 ถึงจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนในกรุงจาการ์ตา พวกเราที่นี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข" ป๊ะ ดาร์วิน ชายชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนวัย 48 ปี กล่าว
ป๊ะ ดาร์วิน เป็นเจ้าของโรงสีข้าวในเขตซังกัลของเมืองเมดาน ซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดสุมาตราเหนือ นักธุรกิจชาวจีนแต้จิ๋วซึ่งพูดภาษา บาฮาซาผสมจีนฮกเกี้ยนที่หลุดออก มาบ้างนั้น ไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อเอ่ยถึง บาสุกี จาฮายา เปอร์นามา หรืออาฮก อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาชาวคริสต์เชื้อสายจีน ที่ตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้
ผมจึงกล่าวถึงความเจริญก้าวหน้าอย่างมากในเมืองต่างๆ เช่น กรุงจาการ์ตาภายใต้การปกครองของอาฮก และเมืองสุราบายาในจังหวัดชวา ตะวันออก ในการกำกับดูแลของ ตรี ริสมาฮารินี นายกเทศมนตรีผู้กระตือ รือร้น แต่ป๊ะ ดาร์วิน ตอบผมกลับมา เรียบๆ ว่า
"ชาวชวาบริหารจัดการง่ายกว่า แต่ที่นี่ในเมืองเมดาน คุณมีทั้งชาว บาตัก มลายู ชวา จีน และอินเดีย แล้วคุณจะจัดการพวกเขาทั้งหมดอย่างไร" นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าว
ในปัจจุบันเมืองเมดานมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 และมีประชากรถึงกว่า 2 ล้านคน มากที่สุดในบรรดาเมืองนอกจังหวัดชวา ประกอบด้วยชาวบาตักที่ส่วนใหญ่นับถือคริสต์ 34% ชาวชวา 33% ชาวจีน 10.65% ชาวมีนังกาเบา 8.6% และกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสาย มาเลย์ 6.59%
ความหลากหลายด้านเชื้อชาติจึงหมายความว่า การผนึกให้ชุมชนต่างๆ ในเมืองเมดานเป็นหนึ่งเดียวกัน นับเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ จังหวัดสุมาตราเหนือ ที่ไม่มีแรงหนุนทางการเมืองมากพอเหมือนจังหวัดชวา เช่น ในกรุงจาการ์ตาหรือเมืองบันเต็ง บรรดา ผู้ปกครองเมืองในสุมาตราเหนือ จึงขอเงินทุนมาพัฒนาพื้นที่ได้ยากมาก ซึ่งทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานในเมืองอยู่ในสภาพย่ำแย่ และส่งผล ไปถึงการทำมาค้าขายของชาวเมือง อย่างป๊ะ ดาร์วิน
ครอบครัวของป๊ะ ดาร์วิน ทำกิจการโรงสีในเมืองเมดานมา 3 ชั่วอายุคนแล้ว แต่ธุรกิจดังกล่าว อาจอยู่ไม่รอดไปถึงรุ่นที่ 4
เจ้าของโรงสีวัย 48 ปี พาผมไปเดินดูขั้นตอนการสีข้าว และเล่ากระบวนการดังกล่าวให้ฟังตั้งแต่การ ซื้อข้าวเปลือกมาจากพ่อค้าคนกลาง การอบให้ข้าวแห้งนาน 10 ชั่วโมงแล้วนำไปตากแดดต่อ จากนั้นเป็นการขัดสีเอาเปลือกข้าวออก แล้วบรรจุใส่ถุง แบ่งเป็นถุงละ 5 10 15 หรือ 30 กิโลกรัม และส่งขาย
โรงสีของป๊ะ ดาร์วิน ขัดสีข้าว ได้ 30 ตัน/วัน โดยใช้เวลาตั้งแต่ 08.00-17.00 น. โดยข้าวที่ผ่านกระบวนการขัดสีแล้วจะส่งไปขายที่ตลาดหลายแห่งทั่วเมืองเมดาน และตลาดอื่นๆ ในรัศมี 150 กิโลเมตรจากเมือง
ทั้งหมดฟังดูน่าประทับใจ แต่ป๊ะ ดาร์วิน กลับรู้สึกล้าหลังกว่าคนอื่น
"ผมแข่งขันกับเจ้าใหญ่ๆ ไม่ได้ พวกเขามีเงินทุนมากกว่าเลยสามารถกักตุนสต๊อกข้าวได้มหาศาล ขณะที่ คนทั่วไปก็ซื้อข้าวนำเข้าจากไทยและเวียดนามมากขึ้น เพราะข้าวเหล่านั้นรสชาติดีกว่าและราคาถูกกว่า" ป๊ะ ดาร์วิน เล่า
ในฐานะพ่อที่มีลูกสาวสองคน ป๊ะ ดาร์วิน เริ่มคิดถึงอนาคต เขาบอกผมว่าการให้ลูกสาวได้รับการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ โดยเขาส่งลูกไปเรียนโรงเรียนเอกชนเพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพราะทั้งสองภาษาสำคัญมาก ซึ่งจะปูทางให้ลูกได้มีอนาคตนอก โรงสีแห่งนี้
"ผมอยากให้เงินลูกสาวมากกว่าให้สืบทอดกิจการครอบครัว ให้ลูกๆ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่ทำงานในโรงสีที่ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัวผมมา 3 รุ่น แต่..." ป๊ะ ดาร์วิน ชะงักคำพูด และ ไม่ได้ต่อประโยคให้จบ
สำหรับตัวเองนั้น ป๊ะ ดาร์วิน ไม่ได้ฝันออกไปท่องโลกกว้าง หรือ หนีออกไปจากชีวิตในโรงสี เขาบอกผมว่าเขามีความสุขดีที่นี่ เหมือนกับพ่อและปู่ แต่โลกรอบตัวเขากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ของป๊ะ ดาร์วิน อาจสะท้อนถึงความก้าวหน้าที่พัฒนาไปช้ามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้เมื่อไม่นานนี้จะเต็มไปด้วยข่าวโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เช่น การบูรณะท่าเรือเมืองเมดานและสนามบิน แต่คนธรรมดาอย่างป๊ะ ดาร์วิน ยังคงมีปัญหากับระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อยู่
นักข่าวท้องถิ่น เปิดเผยว่า เมดานขาดแคลนระบบขนส่งมวลชนอย่างมาก ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีก 10 ปีข้างหน้า สภาพการจราจรในเมืองเมดานจะย่ำแย่ยิ่งกว่ากรุงจาการ์ตา
ไม่รู้ว่าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ปีหน้านั้น เมืองเมดานและพื้นที่อื่น ในจังหวัดสุมาตราจะขจัดปัญหาการเมืองน้ำเน่าออกไปได้หรือไม่ ท่ามกลางระบบโครงสร้างพื้นฐาน ในแถบจังหวัดชวาที่รุดหน้าไปทุกที สวนทางกับฝั่งจังหวัดนอกชวาที่รัง แต่จะยิ่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลังตลอดกาลหากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง n







