
แบงก์ดิ้นหนีตาย หมดยุคเสือนอนกิน
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์คำกล่าวของปลัดกระทรวงการคลังสมชัย สัจจพงษ์ ที่ส่งสัญญาณอยากเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยลง เพื่อชะลอความร้อนแรงของเงินทุนไหลเข้ามายังตลาดเงินตลาดทุนไทย ที่กดดันเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่ค้าคู่แข่ง
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
คำกล่าวของปลัดกระทรวงการคลังสมชัย สัจจพงษ์ ที่ส่งสัญญาณอยากเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยลง เพื่อชะลอความร้อนแรงของเงินทุนไหลเข้ามายังตลาดเงินตลาดทุนไทย ที่กดดันเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่ค้าคู่แข่ง
งานนี้ธนาคารพาณิชย์ถูก อาฟเตอร์ช็อกไปด้วย เพราะท่านปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไปจนธนาคารแห่นำเงินเข้าไปฝากในตลาดพันธบัตรระยะ 1 วัน หรือ อาร์พี เพราะได้ดอกเบี้ย 1.5% สูงกว่าดอกเบี้ยตลาดเงิน ไม่ปล่อยสินเชื่อให้มีความเสี่ยง สู้กินส่วนต่างดอกเบี้ยสบายดีกว่า
ทว่าธุรกิจธนาคารในปัจจุบันเปลี่ยนไป หมดยุค "เสือนอนกิน" รับเงินฝากให้ดอกเบี้ยต่ำ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยแพง แถมด้วยการคิดค่าธรรมเนียมสูง ตอนนี้คงไม่สามารถขูดรีดอย่างที่เคยเป็นมา เพราะเจอการแข่งขันรอบด้าน ธนาคารใดหลงอยู่ในวังวนความสำเร็จแบบเดิมๆ ว่าเป็นศูนย์กลางของบริการทางการเงินที่ยังไงผู้บริโภคก็ต้องใช้ ไม่จำเป็นต้องปรับตัว เห็นทีธนาคาร นั้นน่าเป็นห่วง
ย้อนกลับมาพิจารณากันเรื่องที่ถูกวิพากษ์ในการกินส่วนต่างดอกเบี้ย อาร์พี 1.5% ผู้บริหารธนาคารทุกรายส่ายหน้า ปฏิเสธชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ช่องทางหารายได้ แต่เพราะสภาพคล่องล้นเหลือจำเป็นต้องนำไปบริหารผ่านมันนี่มาร์เก็ต แทนที่จะแบกต้นทุนเงินฝากไว้ฝั่งเดียว
พัชร สมะลาภา รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ธนาคารนำเงินไปปล่อยกู้ระยะสั้นในตลาดเงินนั้นเป็นการบริหารสภาพคล่องระยะสั้น ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนสูง เนื่องจากต้นทุนเงินฝากที่แท้จริงขณะนี้อยู่ที่ 2.2% ไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0.5% แต่ยังมี ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และต้นทุนการนำส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งสถาบันการคุ้มครองเงินฝากอีก 0.47%
สุธีร์ โล้วโสภณกุล รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ สายบริหารเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่ล้นขณะนี้มาจากภาวะการออมที่มากกว่าการลงทุน ไม่ใช่ว่าธนาคารไม่ปล่อยกู้ แต่ลูกค้าไม่มีความต้องการกู้ต่างหาก ยิ่งการส่งออกที่เติบโต การค้าเกินดุล ผู้ประกอบการก็นำเงินกลับมาฝากที่ธนาคารเพิ่มขึ้นอีก
"ไม่มีใครอยากฝากเงินไว้ที่แบงก์ชาติเพื่อหวังดอกเบี้ย 1.5% แบงก์อยากจะปล่อยกู้มากกว่าที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าและได้ยิลด์ดีกว่า โดยภาวะสภาพคล่องล้นตอนนี้คง อยู่กับประเทศต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นและเกิดการลงทุน" สุธีร์ กล่าว
ปัญหาปล่อยกู้ไม่ออกเกิดขึ้นกับแทบทุกธนาคาร ซึ่งมาจากความต้องการกู้น้อยลง เศรษฐกิจฟื้นช้า กำลังซื้ออ่อนแอ สินค้าขายไม่ได้ ธุรกิจกำลังการผลิตเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้มาขยายกิจการ ส่วนลูกค้ารายใหญ่มีทางเลือกระดมทุนหลากหลายจากตลาดเงินตลาดทุน ทั้งจากการ ออกตั๋วแลกเงิน พันธบัตร หุ้นกู้ หรือการเข้าไอพีโอ
ขณะที่ความเสี่ยงที่ธนาคารต้องเผชิญยังไม่ได้ลดน้อยถอยลง บางทีอาจจะเสี่ยงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำจากความไม่แน่นอนของตลาดโลก ทำให้ธนาคารระมัดระวังปล่อยสินเชื่อเพื่อคุมคุณภาพหนี้ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะยามนี้ที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กำลังหาจุดพีกที่หลายคนคาดหวังว่าสิ้นไตรมาส 3 ปี 2560 จะแตะจุดสูงสุดในวัฏจักรเอ็นพีแอลรอบนี้
ต้องยอมรับว่า สินเชื่อที่ขยายตัวน้อยก็กระทบกับการทำรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารให้ชะลอลงไปอีก จากที่เร่งบริหารจัดการต้นทุนการเงินช่วงดอกเบี้ยนโยบายต่ำอยู่แล้ว และซ้ำด้วยการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเร่งด่วนเมื่อกลางปีที่ผ่านมาหลังถูกกระทุ้งจาก อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) แคบลงมา
ปกติในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารมักจะหันไปเสริมในฝั่งรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาชดเชยและเติบโตดี 2 หลักติดต่อกันหลายปี แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เติบโตน้อยลง เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมที่เคยเป็นตัวหลักของการเติบโตเริ่มสิ้นมนต์ขลัง จากการมาของเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ที่เป็นวาระแห่งชาติ หั่นค่าธรรมเนียมการโอนการจ่ายเริ่มต้น "ฟรี"
หนำซ้ำยังมีฟินเทคเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ของธนาคารพาณิชย์ ชิงส่วนแบ่งการตลาดในการบริการทางการเงินด้วยเทคโนโลยี จ่อเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนโฉมระบบการเงินของไทยโดยสิ้นเชิง ทำให้ตัวกลางอย่างธนาคารเริ่มหมดความสำคัญ ธนาคารหนีไม่พ้นต้องรุกฟินเทค ทุ่มเม็ดเงินลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อรักษาพื้นที่
เมื่อเห็นภาครายรับของธนาคารที่เริ่มหนืดหารายได้ยากขึ้น ภาครายจ่ายรุมเร้าเช่นกัน ซึ่งนอกเหนือจากการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเพื่ออนาคต โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ล้วนพุ่งขึ้นกันทุกธนาคารแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น ตามเอ็นพีแอลที่ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด
นอกจากนี้ ยังมีภาระเพิ่มจากการออกกฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวด เช่น การตั้งสำรองหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ภายใต้มาตรฐานบัญชี IFRS 9 ที่มีความละเอียด และระบุความเสี่ยงรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งยังมีเกณฑ์บาเซิล 3 ที่ธนาคารต้องใส่ใจความพอเพียงของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส)
ดังที่กล่าวมาจะเห็นว่าหมดยุคเสือนอนกินแล้วจริงๆ เพราะลำพังในการดูแลตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ทั้งการปรับกระบวนการภายในเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไร การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่ดิจิทัลรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง อีกทั้งการเฝ้าระวังคุณภาพหนี้ของลูกค้าไม่ให้แย่ลง
ภาวะที่เกิดขึ้นยังไม่รู้ว่าจะกระทบไปอีกนานเพียงใด ฉะนั้นถ้าคาดหวังจะให้ธนาคารมาช่วยกระตุ้นหรือพยุงเศรษฐกิจเป็นเรื่องยาก ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งนโยบายการเงินหรือนโยบายการคลัง ต้องเข้ามามีบทบาทช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่มีเสถียรภาพที่สุด ปลดเกียร์ว่าง แล้วเหยียบคันเร่งจะเห็นผลกว่าสงครามน้ำลาย n







