
โลกนี้มีทั้งตึงและผ่อน
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์โลกการเงินการลงทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกอาการรุมๆ ไม่สบายเนื้อสบายตัว เมื่อมองไปรอบๆ จะพบว่าตลาดมีเรื่องให้กังวลใจอยู่ 2-3 เรื่อง อาทิ
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
โลกการเงินการลงทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกอาการรุมๆ ไม่สบายเนื้อสบายตัว เมื่อมองไปรอบๆ จะพบว่าตลาดมีเรื่องให้กังวลใจอยู่ 2-3 เรื่อง อาทิ
ประการแรก ความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลียังคงเกิดขึ้นรายวัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 มีรายงานว่าเกาหลีเหนือได้เคลื่อนย้ายขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) มายังชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศ (ฝั่งทะเลเหลือง) ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการทดลองยิงขีปนาวุธในช่วงวันที่ 9-10 ก.ย. 2560 นี้ (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2560)
การทดลองยิงขีปนาวุธที่ผ่านมาไม่ค่อยมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ มากนัก ด้วยเพราะขีปนาวุธส่วนใหญ่มีเป้าหมายอยู่ที่บริเวณน่านน้ำญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นพื้นที่ซ้อมยิงของเกาหลีเหนือประจำอยู่แล้ว หากรอบนี้จะให้มีผล กระทบต่อการลงทุนก็ต้องเป็นการยิงข้ามแผ่นดินเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น แบบนี้เชื่อว่าจะสร้างความตื่นตระหนก สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกคงต้องปรับลงตามอย่างรุนแรง
ประการที่สอง ความเสี่ยงเรื่องการขยายเพดานหนี้ที่ใกล้ถึงกำหนดเส้นตายวันที่ 29 ก.ย. (หากไม่สำเร็จสหรัฐจะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์และนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2554 บริษัท สแตนดาร์ดแอนด์ พัวร์ส (S&P) ได้ปรับอันดับเครดิตจาก AAA ลง 1 ขั้น สู่ AA+ และดัชนีดาวโจนส์ทิ้งดิ่งลงมาในช่วงเวลาดังกล่าวกว่า 15%
ประการที่สาม การพิจารณาจัดสรรงบประมาณของสหรัฐ โดยมีประเด็นขัดแย้งอยู่ที่งบประมาณสำหรับสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศไว้ว่าจะยอมให้หน่วยงานราชการปิดทำการ หากไม่สามารถบรรลุประเด็นดังกล่าวได้ (สหรัฐเคยเกิด Government Shutdown มาแล้วเมื่อปี 2556 หลังรัฐบาลสหรัฐและสภา คองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการจัดสรรงบประมาณปี 2557 ซึ่งพรรค รีพับลิกันนำมาต่อรองเรื่องการบังคับใช้กฎหมายประกันสุขภาพ โอบามา แคร์)
สำหรับประเด็นข้อสองและสาม ล่าสุดตลาดเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากที่ แนนซี่ เพโลซี่ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ (House Democratic Leader) และชัก ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาฯ (Senate Minority Leader) ได้ออกมากล่าวว่าสามารถบรรลุข้อตกลงกับพรรครีพับลิกัน ในการขยายเพดานหนี้ออกไปจนถึง วันที่ 15 ธ.ค. 2560 และเห็นชอบต่อการให้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุ เฮอริเคนฮาร์วี่ย์ กับการอนุมัติงบประมาณชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือนแก่รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้สหรัฐสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ และการปิดหน่วยงานของรัฐไปอีกอย่างน้อยจนถึง 15 ธ.ค. 2560
กระแสแรงมากที่สุดคือ สัญญาณการเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยประธานเฟด 4 สาขา ทั้ง ลาเอล เบรนนาร์ด นีล คาสคากิ โรเบิร์ต เคปเลน และวิลเลียม ดุดเลย์ ที่ออกมาให้ความคิดเห็นว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย และอยากให้เฟด ระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ย
การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ออกมาพูดในทำนองเดียวกันถึง 4 คนแบบนี้ ทำให้ตลาดเชื่อไปแล้วว่าเฟดไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยแล้วในช่วงที่เหลือของปีนี้ นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่ สแตนเลย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด ประกาศลาออก ทำให้ตลาดยิ่งผ่อนคลายไปกันใหญ่ เพราะฟิสเชอร์เป็นกรรมการที่อยู่ในสายเน้นใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมาโดยตลอด ต้องมาติดตามว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเลือกใครเข้ามาแทน หากเป็นสายใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย (โดวิช) กระแสการเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับลดลงต่อเนื่อง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทย โดยเฉพาะตัวอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ตามปกติแล้วในยามที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง นักลงทุนมักจะยอมรับความเสี่ยงในตราสารทุนมากขึ้น
จากสถิติที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทย จะมีความสัมพันธ์ไปในทิศตรงกันข้ามกับราคาต่อกำไรล่วงหน้า ด้วย Correlation -0.64 ดังนั้นด้วยแนวโน้มขาลงของ Yield Curve จะเป็นตัวสนับสนุนให้ดัชนีซื้อขายกันที่ระดับราคาต่อกำไรล่วงหน้าสูงกว่าปัจจุบันได้ โดย KS Research คาดว่าดัชนีมีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบระดับเป้าหมาย 1,650 จุด (ราคาต่อกำไรล่วงหน้าปี 2559 และ 2560 ที่ 15.59 และ 14.50 เท่า)







