posttoday
เสี่ยง!หุ้นทรุดแรง

เสี่ยง!หุ้นทรุดแรง

25 กันยายน 2553

หุ้นยังขึ้นตามเงินไหลเข้าเอเชีย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย-เอเซีย พลัส เตือนนักลงทุนอย่านิ่งนอนใจ ระวังตลาดกลับหลังหันร่วงตามค่าเงินอ่อนและเศรษฐกิจสหรัฐง่อนแง่น

หุ้นยังขึ้นตามเงินไหลเข้าเอเชีย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย-เอเซีย พลัส เตือนนักลงทุนอย่านิ่งนอนใจ ระวังตลาดกลับหลังหันร่วงตามค่าเงินอ่อนและเศรษฐกิจสหรัฐง่อนแง่น

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้น แม้ว่าดัชนีจะมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ แต่ก็จะเผชิญหลายปัจจัยที่อาจจะส่งผลให้ตลาดมีโอกาสปรับฐานหรือเปลี่ยนทิศทางได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ที่แนะนำให้ติดตามค่าเงินบาทและค่าเงินเอเชีย นับจากนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะธนาคารกลางในเอเชียเริ่มเข้ามาแทรกแซง จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 30% ของพอร์ตเช่นเดิม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 14 เท่า ยังไม่ถึงระดับสูงที่สุดแถว 17 เท่า ในปี 2551 และยังต่ำกว่าในช่วงปี 2552 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดย ROE หรืออัตราส่วนกำไรต่อทุนของตลาดอยู่ที่ 18% เทียบกับประมาณ 17-20% ในปี 2551

“ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ อาจจะเป็นปัจจัยผลักดันให้เงินทุนยังไหลเข้าเอเชีย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มสดใส และผลการดำเนินงาน บจ. ที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นตามฤดูกาลจากแรงซื้อของนักลงทุนผ่านกองทุนรวมระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) จึงมีโอกาสที่ดัชนีขยับขึ้นแตะระดับ 1,000 จุดต้นปี 2554”

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องจับตาประเด็นที่เป็นความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของทางการในภูมิภาคเอเชีย จังหวะการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของเศรษฐกิจสหรัฐ ตลอดจนประเด็นการเมืองในประเทศที่อาจมีผลกับเสถียรภาพของรัฐบาลและของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองและความรู้สึกของนักลงทุนต่างประเทศในการนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในเอเชีย และอาจทำให้ตลาดทุนไทยปรับฐานได้

ด้านภาวะตลาดหุ้น มีแรงไล่ซื้อหุ้นปลายตลาด ดันดัชนีปิดบวก 4.80 จุด ที่ระดับ 951.90 จุด มูลค่าการซื้อขายบางตา 28,033 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อสุทธิ|ต่อเนื่อง 1,008 ล้านบาท

สำหรับหุ้นมือถือที่ราคาทรุดลงแรงก่อนหน้านี้เพราะถูกเบรกการประมูลใบอนุญาต 3จี ปรากฏว่านักลงทุนพลิกกลับมาซื้อ ส่งผลให้ราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ดีดแรงปิดสูงสุดของวันที่ 4.46 บาท เพิ่มขึ้น 0.36 บาท หรือ 8.78% ด้วยมูลค่าซื้อขายสูงสุดของวัน 1,732 ล้านบาท ตามด้วยบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) เพิ่มขึ้น 2 บาท หรือ 5.10% ปิดที่ 41.25 บาท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บวก 1.25 บาท ปิดที่ 92 บาท แต่เป็นเพียงการเก็งกำไรช่วงสั้นๆ เท่านั้นหลังเห็นว่าราคาปรับตัวลงมาแรงเกินไป

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ KEST กล่าวว่า บริษัทปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จินโลน) TRUE, ADVANC และ DATC ไม่มาก และลูกค้าก็ระมัดระวังการลงทุนลดหุ้นในพอร์ตแล้ว

สำหรับมุมมองเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนเพราะผู้ลงทุนต่างชาติจะมีกำไร 2 ต่อจากราคาหุ้นและค่าเงิน ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้เงินไหลเข้ามาและไม่เพียงตลาดทุนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่เป็นประชาชนทั้งหมดรับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ถูกลงเช่นกัน

“ปีนี้ดัชนีน่าจะถึง 1,000 จุดได้ และผลประกอบการไตรมาส 3 นี้ของเราจะโตตามการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น” นายมนตรี กล่าว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน