
ดึงเอกชนเดินรถสายสีแดง
"พิชิต" หวั่น รฟท.บริหารเดินรถไฟสายสีแดงขาดทุนหลังประเมินรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายดันเปิดประมูลพีพีพีลดภาระ
โดย "พิชิต" หวั่น รฟท.บริหารเดินรถไฟสายสีแดงขาดทุนหลังประเมินรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายดันเปิดประมูลพีพีพีลดภาระ
นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 93,950 ล้านบาท ในส่วนของเอกชนที่จะเข้ามา บริหารการเดินรถ เงินลงทุน 32,399 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาที่ 3 ได้แก่ การจัดหาขบวนรถ งานระบบการเดินรถ รวมถึงงานรักษาและซ่อมบำรุง หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องการบริหารเส้นทางดังกล่าวจะต้องรับเม็ดเงินลงทุนก้อนดังกล่าวไปด้วย
ทั้งนี้ ทาง รฟท.ได้แจ้งว่าจะดำเนินการสรุปแผนการบริหารรับช่วงเดินรถสายสีแดง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาครัฐบาล โดยจะเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในวันที่ 25 ก.ย.นี้ ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม คนร.ชุดใหญ่ในเดือน ต.ค.ต่อไป โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2563
อย่างไรก็ตาม จากผลศึกษาเบื้องต้นของโครงการดังกล่าว จะมีผู้ใช้บริการราว 1 แสนคน/วัน แสดงให้เห็นว่าการบริหารรถไฟฟ้าสายสีแดงอาจมีความเสี่ยงไม่คุ้มทุนเพราะตัวเลขรายรับน้อยกว่ารายจ่าย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามีอัตราขาดทุนเท่าไร ต้องรอผลศึกษาฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการ คนร. ในเดือน ก.ย. ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจึงมองว่าโครงการดังกล่าวอาจต้องใช้วิธีร่วมทุนแบบ PPP Gross Cost เพื่อลดความเสี่ยงให้กับ รฟท. โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและรับความเสี่ยงด้านรายได้ และให้สัมปทานเอกชนบริหารและซ่อมบำรุงโดยจัดสรรผลตอบแทนให้กับภาครัฐ
นายพิชิต กล่าวว่า หากมองระยะยาวโครงการดังกล่าวยังมีศักยภาพอีกมาก เนื่องจากจะมีส่วนต่อขยาย 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ระยะทาง 5.7 กม. และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14.8 กม. ร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กม. จึงมีโอกาสที่ปริมาณการเดินทางจะเพิ่มขึ้นอีกมาก จนมีเอกชนรายอื่นเข้ามาใช้รางเพื่อวิ่งให้บริการรถไฟร่วมกับ รฟท. (Sharing Track) ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นกระทรวง คมนาคมจะกำหนดให้เอกชนต้องแบ่งรายได้เป็นค่าใช้รางให้กับ รฟท.อีกด้วย
แหล่งข่าวจาก รฟท. เปิดเผยว่า ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสีแดงเบื้องต้นอยู่ที่ 8.5 หมื่นคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่า เนื่องจากแผนการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อเข้ามาบริหารการเดินรถตามหลักการต้องแน่ใจว่าโครงการนี้มีกำไรจึงจะดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ ขณะที่ รฟท.คาดการณ์กำไรของโครงการนี้ไว้ 5% ซึ่งแตกต่างมากเมื่อเทียบกับเอกชนที่ตั้งเป้ากำไรไว้ถึง 14%
อย่างไรก็ตาม หาก รฟท.เป็นผู้รับช่วงเดินรถโครงการนี้จะมีผลดีต่อสังคมและผู้ใช้บริการ เนื่องจากรัฐสามารถกำหนดนโยบายการบริหารและควบคุมคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถกำหนดนโยบายราคาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีจำเป็นได้อีกด้วย แต่จะต้องหาข้อสรุปว่าจะ รฟท.เป็นผู้เดินรถหรือเปิดให้เอกชนรายใดเข้ามาบ้าง เพื่อให้เวลา รฟท.เตรียมตัวในการจัดโครงสร้างบริษัทและฝึกอบรมบุคลากรให้มีความพร้อม ส่วนประเด็นด้านการเปิดร่วมทุนระหว่างรัฐบาล-รฟท.ในรูปแบบ PPP Gross Cost ถือว่าเป็นข้อเสนอที่สามารถรับได้







