
คนไทยยุค 4.0
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข ตอนนี้คงไม่มีนโยบายไหนที่สำคัญและติดหูไปกว่านโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ที่ภาครัฐได้ใช้สื่อสารกับทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงการสื่อสารกับนานาชาติ แต่จะมีคนไทยสักกี่คนที่ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และจะมีสักกี่คนที่ได้เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อรับกับนโยบายใหม่นี้ ภาครัฐเองได้ทำการสื่อสารกับประชาชนแบบเพียงพอหรือไม่ หรือบางครั้งการสื่อสารอาจอาจไม่สามารถไปได้ถึงคนไทยทุกคน และคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทย 4.0 ที่พูดกันนั้นคืออะไร
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข
ตอนนี้คงไม่มีนโยบายไหนที่สำคัญและติดหูไปกว่านโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ที่ภาครัฐได้ใช้สื่อสารกับทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงการสื่อสารกับนานาชาติ แต่จะมีคนไทยสักกี่คนที่ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และจะมีสักกี่คนที่ได้เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อรับกับนโยบายใหม่นี้ ภาครัฐเองได้ทำการสื่อสารกับประชาชนแบบเพียงพอหรือไม่ หรือบางครั้งการสื่อสารอาจอาจไม่สามารถไปได้ถึงคนไทยทุกคน และคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทย 4.0 ที่พูดกันนั้นคืออะไร
ประเทศไทยเรานั้นแต่ก่อนเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการเกษตรเป็นธุรกิจหลักของประเทศ หรือกระดูกสันหลังของชาติ เหมือนเพลง "กสิกรไทย" ที่เคยได้ยินกันมา ยุคนี้คือยุคเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจ เราจึงเรียกยุคนี้ว่ายุค "ประเทศไทย 1.0" เพราะธุรกิจหลักของประเทศยังไม่ซับซ้อนเป็นเพียงการเพาะปลูก พอถึงยุคถัดมามีการเริ่มต้นของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังคงเป็นการผลิตแบบง่ายๆ เช่น รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ เป็นต้น เราเรียกยุคนี้ว่ายุค "ประเทศไทย 2.0" เพราะธุรกิจหลักของประเทศเริ่มมีธุรกิจอื่นนอกจากเกษตรกรรมแล้ว แต่ยังเป็นส่วนน้อยอยู่และภาคอุตสาหกรรมยัง ไม่ซับซ้อนมากเป็นการใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ ถัดมาคือยุคที่พวกเราอยู่ตอนนี้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากมาย เช่น รถยนต์ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อาหารแปรรูป เป็นต้น เราเรียกยุคนี้ว่ายุค "ประเทศไทย 3.0" เพราะมีสินค้าหลากหลายประเภทและมาจากภาคการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ประเทศไทยนั้นยังติดอยู่ในประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางและมีความเหลื่อมล้ำทาง รายได้สูง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างเช่นในปี 2536 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 7-8% แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาการเติบโตดังกล่าวได้ปรับตัวลดลง ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3-4% เท่านั้น ตอนนี้เราคงเห็นทางตันอยู่ตรงหน้า เพราะหากประเทศไทยไม่ปรับตัวและทำอะไรซักอย่างเพื่อที่จะยกระดับประเทศให้ออกไปจากจุดนี้จุดที่เรียกว่ายุค 3.0 อีกหน่อยเราคงโดนประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราแซงเป็นแน่แท้ เราเลยจำเป็นต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่สามารถพาเราไปสู่ยุคถัดไปให้ได้ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า เราเรียกยุคนี้ว่ายุค "ประเทศไทย 4.0" เพราะประเทศจะมีระดับรายได้ที่สูงขึ้นและมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่น้อยลง พูดง่ายๆ ว่าโดยรวมแล้วประเทศรวยขึ้นและยังมีการกระจายรายได้ที่ดีคนไทยนั้นรวยขึ้นอย่างทั่วถึง
หลักการง่ายๆ ของแผนพัฒนาประเทศสู่ยุค 4.0 คือการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เรียกง่ายๆ ว่าใช้เทคโนโลยีเป็นตัว ขับเคลื่อนธุรกิจ มี 4 ภาคธุรกิจหลัก คือ
1) ภาคการเกษตร ให้เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมเป็นเกษตรสมัยใหม่ที่เรียกว่า "เกษตรอัจฉริยะ" หรือ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง เป็นการวางแผนการเพาะปลูกที่ใช้ฐานข้อมูลที่เก็บได้จากโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงที่สุด ลดปัญหาสินค้าเกษตรเสียหายจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืชได้ดีที่สุด
2) ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ให้เปลี่ยนจากเอสเอ็มอีแบบธรรมดาเป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนประกอบของการเติบโตและออกแบบธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
3) ภาคการบริการ ให้เพิ่มมาตรฐานและคุณค่าของการบริการ
4) ภาคแรงงาน ให้สร้างพื้นฐานความรู้ความเชี่ยวชาญให้แก่แรงงาน เพื่อเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำเป็นแรงงานทักษะสูงที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
คนไทยทุกคนและผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีก็ควรเริ่มที่จะปรับตัวกันได้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีที่ยังไงต้องใช้ให้เป็น ผู้ประกอบการบางรายที่เข้าถึงตลาดผ่านทางหน้าร้านควรเริ่มหาทางเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่มากและผู้ซื้อเข้าถึงได้ง่าย และในขณะเดียวกันต้องพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันสำหรับยุค 4.0 ด้วย เช่น การเพิ่มช่องทางการรับชำระเงิน ที่สมัย 4.0 นี้ การใช้การชำระทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องพื้นฐาน ทำให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น และนำไปสู่ยุคเศรษฐกิจแบบดิจิทัล หรือ "ดิจิทัล อีโคโนมี" ในที่สุด
ภาครัฐเองยังไงต้องเพิ่มการทำความเข้าใจกับประชาชน และต้องสอนวิธีการปรับตัวแก่ผู้ประกอบการ เช่น การทำเวิร์กช็อปกับประชาชนและผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่บ่อยๆ เพราะหากประชาชนปรับตัวไม่ทันแล้ว นโยบายประเทศไทย 4.0 อาจจะเป็นเพียงนโยบายที่ติดปากแต่ไม่ติดใจ เป็นเพียงคำพูดที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้ก็เป็นได้ n







