
อนาคตสิ้นหวังของมุสลิมเมียนมา
ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ชาวโรฮีนจากว่า 1.2 แสนคนซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกประหัตประหารมากที่สุด กำลังหลบหนีเหตุปะทะดุเดือดออกมาจากรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา ทั่วโลกต่างประสานเสียงรุมประณามรัฐบาลเมียนมา โดยเฉพาะ "อองซานซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และผู้นำตัวจริงของประเทศ ต่อกรณีความรุนแรงดังกล่าว
ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ชาวโรฮีนจากว่า 1.2 แสนคนซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกประหัตประหารมากที่สุด กำลังหลบหนีเหตุปะทะดุเดือดออกมาจากรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา ทั่วโลกต่างประสานเสียงรุมประณามรัฐบาลเมียนมา โดยเฉพาะ "อองซานซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และผู้นำตัวจริงของประเทศ ต่อกรณีความรุนแรงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เหล่าชนกลุ่มน้อยในเมียนมาซึ่งรวมถึงชาวไทยใหญ่ หรือฉาน ชาวกะเหรี่ยง และชาวมุสลิม ล้วนเผชิญกับความสัมพันธ์อันไม่ลงรอยกัน และถึงขั้นนองเลือดหลายครั้งหลายคราวกับชาวเมียนมา ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ใจกลางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ชาวมุสลิมก็ถือเป็นส่วนที่ขาดไปไม่ได้ของประเทศ ในอดีตนั้น ผู้ปกครองหลายรายที่รวมถึงพระเจ้ามินดง สนับสนุนให้ชาวมุสลิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตชุมชนและสร้างมัสยิด เนื่องจากมองว่าคนกลุ่มดังกล่าวจะช่วยสร้างกิจกรรมเชิงพาณิชย์และเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
แต่สภาพการณ์ดังกล่าวก็เปลี่ยนไปเมื่อเมียนมากลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นจุดก่อกำเนิดความเกลียดกลัวคนต่างเชื้อชาติ
ผมต้องกล่าวก่อนว่า เมียนมาเป็นดินแดนที่มีมูลค่ามหาศาลในเชิงพาณิชย์ โดยไม้ซุง อัญมณีต่างๆ และปิโตรเลียม ดึงดูดให้กลุ่มทุนต่างชาติ และแรงงานเข้าสู่ใจกลางทรัพยากร อุดมสมบูรณ์อันน่าภาคภูมิใจของเมียนมา ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาพ่อค้าชาวมาร์วารีและเชตยาร์จากอนุทวีป ได้ตระหนักถึงศักยภาพมหาศาลในการเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวของเมียนมา และเปลี่ยนให้ ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ในการลดต้นทุน ธุรกิจจึงนำเข้าแรงงานต่างชาติมาจากแถบเบงกอล ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งฉุดค่าแรงในประเทศลง และทำให้ชาวนาท้องถิ่นนับไม่ถ้วนต้องไร้ที่อยู่ โดยในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประชากรย่างกุ้งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นชาวอินเดีย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาว เมียนมาขุ่นเคืองผู้มาใหม่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยจำนวนไม่น้อยมองว่าชาวอินเดียมุสลิมคือผู้บุกรุก ความไม่พอใจดังกล่าวนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลที่เมืองย่างกุ้งในที่สุด
สำหรับชาวมุสลิมหลายล้านคน ในเมียนมาในปัจจุบัน ความรุนแรง ที่รัฐยะไข่นั้นสร้างความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตามข้อมูลของรัฐบาล ชาวมุสลิมคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3-4% ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่เท่านั้น ขณะที่เอ็นจีโอหลายรายระบุว่าสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 12-13%
ขณะที่นานาชาติต่างมุ่งความสนใจไปที่ชาวโรฮีนจาในยะไข่ ผมต้องบอกว่าชาวมุสลิมในเมียนมาไม่ได้เป็นชาว โรฮีนจาไปเสียทั้งหมด และสถานภาพของชาวมุสลิมกลุ่มนี้ก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน เนื่องจากหลายรายเปิดเผยว่าเจอการเลือกปฏิบัติหลายรูปแบบจากคน ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม
ผมจึงติดต่อเพื่อนชาวมุสลิมเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ และต้องใช้ชื่อสมมติในบทความเพื่อความปลอดภัย
"ชิต" คนขับแท็กซี่ชาวมุสลิมเมียนมาวัย 30 ปี บอกว่าเขารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในย่างกุ้งที่มีชาวมุสลิมและมัสยิดมากมายก็ตาม
"สำหรับทุกที่ในเมียนมา ชาวพุทธจะคิดว่าชาวมุสลิมคือผู้ก่อการร้ายซึ่งพยายามล้มล้างรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีข่าวปลอมมากมายบนโซเชียลเผยแพร่แนวคิดที่ว่านี้ และนี่คือความรู้สึกเกลียดชังรุนแรงระบาดไปทั่วยะไข่ แต่โชคดี ที่ผมไม่ได้ดูเหมือนคนมุสลิมเท่าไหร่ เลยไม่โดนอะไรมาก" ชิต เล่า
ในเมียนมานั้น การดูเหมือนมุสลิมคือมีผิวคล้ำ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนอินเดีย รวมถึงมีเคราหรือคลุมฮิญาบ
ด้าน "นาอิง" สาวชาวมุสลิม เมียนมา บอกเล่าความวิตกที่น่ากังวล ยิ่งกว่าให้ผมฟัง
"เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุปะทะระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในหมู่บ้านชื่อ จันเอ ในเมืองมัณฑะเลย์ ทหารเลยประกาศเคอร์ฟิวตอนกลางคืน และวางกำลังคุมพื้นที่อย่างแน่นหนา" นาอิง กล่าว
เธอยังเล่าว่า ชาวพุทธไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายกับชาวมุสลิม เพราะจะมีกลุ่มพระแนวเคร่งสุดโต่งคอยจับตาดูอยู่ โดยเมื่อหลายเดือนก่อนมีชาวมุสลิมรายหนึ่งเกือบถูกฆ่าและทำลายบ้าน หลังไปซื้อที่ดินจากชาวพุทธ
แต่สิ่งที่ผมประหลาดใจก็คือ บรรดาเพื่อนชาวมุสลิมเมียนมาของผม ดูจะไม่โทษซูจีที่ไม่สามารถจัดการเรื่องดังกล่าวได้ โดยนาอิงและชิตบอกผมว่า ซูจีและรัฐบาลไม่มีอำนาจมากพอเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามทำดีที่สุดแล้ว
ชาวมุสลิมเมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและอ่อนไหว พวกเขาต่างรู้ดีว่ากลุ่มตัวเองอาจกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของบรรดากลุ่มแนวคิดสุดโต่งถัดจากชาวโรฮีนจา n







