
I Code
การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่คนไทยร้าวรานใจ ตั้งใจ ตั้งมั่น เพียงใด มักต้องมีเหตุทุกทีไปสิน่า แต่อีกหลายมุมที่พอมีช่องทางดีๆ ที่ไม่ทำให้ต้องท้อใจ ในเมื่อกระแสสังคมอาจทำให้พัดพาไปในทางที่เราไม่ต้องการในบางคราว แต่หากจะ "หักมุม" ใช้กระแสสังคมนั้น "ทวนน้ำ" ให้สร้างกระแสดีๆ ผุดขึ้นมากันบ้างล่ะ มุมบวกก็น่าจะช่วยสร้างกระแสได้เช่นกัน
การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่คนไทยร้าวรานใจ ตั้งใจ ตั้งมั่น เพียงใด มักต้องมีเหตุทุกทีไปสิน่า แต่อีกหลายมุมที่พอมีช่องทางดีๆ ที่ไม่ทำให้ต้องท้อใจ ในเมื่อกระแสสังคมอาจทำให้พัดพาไปในทางที่เราไม่ต้องการในบางคราว แต่หากจะ "หักมุม" ใช้กระแสสังคมนั้น "ทวนน้ำ" ให้สร้างกระแสดีๆ ผุดขึ้นมากันบ้างล่ะ มุมบวกก็น่าจะช่วยสร้างกระแสได้เช่นกัน
คนกระทำผิด กฎหมายมีบทลงโทษ ว่ากันไปตามกระบวนการ ในอีกมุมควรมีแนวทางส่งเสริมการรู้ผิดชอบ ชั่ว-ดี ด้วยตัวของพวกเขาเอง คนจับผิด กับคนจ้องจะทำผิด จับยังไงก็ไม่หวาดไม่ไหว
กฎหมายเป็นข้อตกลงที่ออกมาเพื่อให้คนในสังคมปฏิบัติตนร่วมกัน หากผิดไปจากข้อตกลง คือการทำผิดกฎหมาย นั่นแหละจึงเป็นที่มาของกฎหมายและการบังคับใช้
แม้ว่าสัดส่วนของวอลุ่มการซื้อขายประจำวัน จะเป็น นักลงทุนประเภทบุคคล มีสัดส่วนราว 50-60% วอลุ่มการซื้อขายประจำวัน แต่พวกเขามักมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันไปมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนที่เหลือเป็นสัดส่วนการซื้อขายในซีกส่วนของนักลงทุนประเภทสถาบัน
นักลงทุนประเภทสถาบัน หากแวะเข้าไปดูภาคปฏิบัติเนื้อแท้แล้วคือการใช้บุคคลเป็นคนทำงาน เพียงมีหมวกขององค์กรและเกณฑ์เข้มเป็นยนต์ให้ทำงานในกรอบตามข้อตกลงให้นักลงทุนสบายใจ
แต่พวกเขา หรือผู้จัดการกองทุน หรือผู้บริหารองค์กร จึงจำเป็นต้องมี "หลักธรรม" ประจำใจมิให้ไขว้เขวกับผลประโยชน์ตรงหน้า ที่เห็นทุกวันๆ และยังเป็นการป้องกันความเสี่ยง หลีกเลี่ยงความเสียหาย ได้อีกด้วย
เงินก้อนมหาศาลที่บริหารโดยนักลงทุนสถาบัน ประเภทกองทุน ที่ผ่านการเดินทางมาแล้วเมื่อ 42 ปีก่อน มาวันนี้มีมากกว่า 4.8 ล้านล้านบาท ราว 1,500 กองทุน เป็นการระดมทุนมาจากนักลงทุน ที่เรียกว่าเป็น "ผู้ถือหน่วย"
เมื่อต้องมีเกณฑ์ให้กับบริษัทจดทะเบียน จากการระดมทุนมาใช้ในกิจการ ให้ตรงไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน ในส่วนของการระดมทุนจากผู้ถือหน่วยก็ย่อมมีเกณฑ์กำกับไว้เช่นกัน
สินค้า-บริการของแต่ละกิจการ จัดกลุ่มไปตามประเภทธุรกิจ แต่สินค้าของกองทุนคือหุ้นในกระดาน ดังนั้นจึงควรมีแนวทางที่เป็นการตกลงร่วมกันบนหลักการธรรมาภิบาล ที่ตกลงใจที่จะกำกับดูแลตัวเอง ยังไม่ใช่ข้อกฎหมาย เป็นเกณฑ์ขั้นต้น ซึ่งหลายข้อ หลายแห่งทำเองอยู่แล้ว ได้แก่
ข้อหนึ่ง : มีการกำหนดนโยบาย ธรรมาภิบาลการลงทุนที่ชัดเจน
ข้อสอง : มีการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างเพียงพอ เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของลูกค้า
ข้อสาม: ตัดสินใจและติดตามบริษัทที่ลงทุนอย่างใกล้ชิดและทันเหตุการณ์
ข้อสี่ : เพิ่มระดับในการติดตามบริษัทที่ลงทุน เมื่อเห็นว่าการติดตามในหลักการที่สามไม่เพียงพอ
ข้อห้า : เปิดเผยนโยบายการใช้สิทธิออกเสียงและผลการใช้สิทธิออกเสียง
ข้อหก : ร่วมมือกับผู้ลงทุนอื่นตามความเหมาะสม
ข้อเจ็ด : เปิดเผยนโยบายธรรมา ภิบาล การลงทุน และการปฏิบัติตามนโยบายต่อลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
พิจารณาทั้งเจ็ดข้อ พบว่า ล้วนเป็นเรื่องปกติที่ผู้จัดการกองทุนได้ลงมือปฏิบัติกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะมีเรื่องแปลกใหม่ ก็ขอย้อนกลับไปเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องนำมาทบทวนกันบ่อยๆ
รหัส I Code คือ Investment Governance Code มีการประกาศตัวของ บริษัทจัดการกองทุนว่า รับใน หลักการนี้ไปแล้วกว่า 30 แห่ง (มีรายละเอียดใน www.sec.or.th)
เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของนักลงทุนประเภทสถาบัน ให้ทำงาน ทำมาหากินกันได้นานๆ อย่าลืมว่าธุรกิจสถาบันการเงิน สิ่งแรกที่ต้องมีผลกับลูกค้า ความไว้วางใจ ที่จะหล่อ ก่อตัว กลายเป็นความน่าเชื่อถือถาวร นำ "เงินมหาชน" มาบริหาร ย่อมต้องมีบทในการพูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
ลองถามหา I Code เมื่อตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุนดูบ้างเป็นไรไป







