
EPG พร้อมทะยาน
ยินดี ฤตวิรุฬห์"ผมเชื่อว่าขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง และต่อเนื่องในปีถัดไป เห็นได้จากการที่หน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะธนาคารโลกที่มีการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของจีดีพีไทยโตติดต่อกัน 3 ปี และ EPG เราเองได้เตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านทั้งในเรื่องของเงินทุนและกำลังการผลิตของไลน์การผลิตที่ยังคงเหลืออยู่อีกประมาณ 30% ของกำลังผลิตที่จะขยับขึ้นมาที่ประมาณ 70% เรารอเพียงลมตะวันออกที่จะพัดมา คือ ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าเต็มที่ กิจการก็จะกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง" นี้คือคำให้สัมภาษณ์ของ เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายพัฒนาธุรกิจและการลงทุน บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก
ยินดี ฤตวิรุฬห์
"ผมเชื่อว่าขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง และต่อเนื่องในปีถัดไป เห็นได้จากการที่หน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะธนาคารโลกที่มีการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของจีดีพีไทยโตติดต่อกัน 3 ปี และ EPG เราเองได้เตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านทั้งในเรื่องของเงินทุนและกำลังการผลิตของไลน์การผลิตที่ยังคงเหลืออยู่อีกประมาณ 30% ของกำลังผลิตที่จะขยับขึ้นมาที่ประมาณ 70% เรารอเพียงลมตะวันออกที่จะพัดมา คือ ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าเต็มที่ กิจการก็จะกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง" นี้คือคำให้สัมภาษณ์ของ เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายพัฒนาธุรกิจและการลงทุน บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก
เฉลียว กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยตอนนี้อยู่ในจังหวะที่ฟื้นตัว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสภาพธรรมชาติคือน้ำที่อยู่เต็มบนภูเขา พร้อมที่จะไหลลงมาข้างล้าง ซึ่งนั้นหมายถึงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแล้วแต่ยังกระจุกอยู่ในระดับบน คือ อยู่ที่การส่งออกและการท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าหลังจากนี้จะกระจายลงไปในสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่จะค่อยๆ ลดลงจากการที่ภาระรถคันแรกได้หมดลงไป การซื้อบ้านหลังแรกครบระยะเวลา 5 ปีภาษี ซึ่งน่าจะทำให้สถานการณ์ด้านกำลังซื้อดีขึ้น รวมถึงรัฐก็น่าจะมีมาตรการในการกระตุ้นช่วงปลายปีในการสร้างบรรยากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นชัวร์
สำหรับ EPG เป็นโฮลดิ้งคัมปานีลงทุนในธุรกิจหลักๆ 3 ธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็นภายใต้แบรนด์ Aeroklas 2.ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeoroklas และ 3.ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายใต้แบรนด์ EPP ซึ่งเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 ธุรกิจจะเติบโตได้ดีเพราะนับตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจมาจะเห็นว่ามีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยธุรกิจฉนวนกันความร้อนและเย็นทำมา 38 ปี โตทุกๆ ปีเฉลี่ยปีละ 16% และในอนาคตจะโตเพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้บริษัทได้ออกสินค้าฉนวนกันความร้อนสำหรับหลังคา ซึ่งเป็นสินค้าที่เข้าสู่ผู้ใช้ในวงกว้าง โดยเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัย และมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่วนธุรกิจที่ 2 ก็มีอนาคตดี หลังจากทำมา 20 ปี มีอัตราเติบโตทุกๆ ปีเฉลี่ยปีละ 36% อนาคตจะเติบโตมากขึ้นอีก หลังจากที่บริษัทได้เข้าไปซื้อกิจการ TJM ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการตกแต่งและอุปกรณ์ออฟโรดบนรถกะบะ ซึ่งหลังจากเข้าไปซื้อและมีการปรับปรุงในทุกๆ ด้าน สำคัญคือการรู้และเข้าใจพฤติกรรมของ ผู้ใช้ การรู้ว่าสินค้าแบบไหนขายดีและเป็นที่ต้องการของลูกค้า ซึ่งการเข้าไปของบริษัทได้รับการตอบรับที่ดีและมีแผนการขยายสาขาและเปิดแฟรนไชส์ ทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์ปกติ หรือการร่วมทุนกันก็เกิดขึ้นได้ ปัจจุบันมีอยู่ 63 สาขา อนาคตจะเปิดเพิ่มขึ้นไป 100 สาขาทั่วโลกใน 100 ประเทศ และจะมาเปิดสาขาในประเทศไทยด้วย ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายใต้แบรนด์ EPP ดำเนินธุรกิจมา 14 ปี โตทุกปีเฉลี่ยที่ 26% และปีนี้ก็หวังว่าจะเติบโตหลังจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อรวมของประเทศดีขึ้น
บริษัทมีความพร้อมทุกด้านในการลงทุน เพราะหากดูจากโครงสร้างทางการเงินมีหนี้สินต่อทุนเพียง 0.29 เท่า ซึ่งต่ำมากและหนี้ต่อทุนระดับนี้ยังสามารถกู้เงินสถาบันการเงินได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และยังมีเงินเหลือจากการขายไอพีโอที่อีกกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะกำลังการผลิตรวมยังเหลือ เพราะทุกวันนี้ผลิตในระดับต่ำกว่า 40% ยังเหลืออีกมาก และหากผลิตในระดับเหมาะสม คือ 70% ก็เท่ากับว่ายังมีกำลังการผลิตที่ผลิตได้อีก 30% ซึ่งด้วยสภาพคล่องแบบนี้และกำลังการผลิตที่มี ทำให้สามารถตอบรับเศรษฐกิจขาขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มทุนและรบกวนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด
"การที่บริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับนวัต กรรม มีสิทธิบัตรจำนวนมาก และมี แฟรนไชส์ ซึ่งถือว่ามีมูลค่าอย่างมากต่อกิจการ และจะเป็นการสร้างความมั่นคง เติบโตที่ยั่งยืน และบริษัทไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาและให้ความสำคัญกับการทำวิจัย โดยแต่ละปีจะใช้งบในการทำวิจัยประมาณ 1% ของกำไรสุทธิบริษัท"
เฉลียว ระบุว่า ปีนี้มั่นใจว่าจะเติบโต ตามเป้าหมาย โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา (เม.ย.-มิ.ย. 2560) บริษัทมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 2,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% และมีกำไรสุทธิ 286 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย แต่จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 30.7% ตามเป้าหมาย
ผมเป็นนักอุตสาหกรรม ไม่ใช่นักลงทุนและนักเล่นหุ้น ดังนั้นผมจึงคิดแบบนักอุตสาหกรรมคิดยาวและละเอียดรอบคอบ โดยให้ความเชื่อมั่นว่า EPG จะต้องเติบโตต่อไปในอนาคต ผมไม่ใช่คิดสั้นๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นของ EPG จะต้องลงทุนระยะยาว 3-5 ปี ซึ่งมั่นใจว่าดอกผลจะงดงาม n







