posttoday
อาคารประหยัดพลังงาน เพิ่มมูลค่า รักษาสิ่งแวดล้อม

อาคารประหยัดพลังงาน เพิ่มมูลค่า รักษาสิ่งแวดล้อม

23 สิงหาคม 2560

อรวรรณ จารุวัฒนะถาวรอาคารประหยัดงานหรือที่เรียกว่า อาคารเขียว (Green Building) มีแนวโน้มเติบโตยิ่งขึ้น ทั้งอาคารที่สร้างขึ้นใหม่และอาคารที่ทำการปรับปรุง จากกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัยในตัวอาคารอีกด้วย

อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

อาคารประหยัดงานหรือที่เรียกว่า อาคารเขียว (Green Building) มีแนวโน้มเติบโตยิ่งขึ้น ทั้งอาคารที่สร้างขึ้นใหม่และอาคารที่ทำการปรับปรุง จากกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัยในตัวอาคารอีกด้วย

ชาญ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า แนวโน้มของอาคารประหยัดพลังงาน หรือที่เรียกว่า อาคารเขียว เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยคาดว่าในอีก 5 ปีจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากปัจจุบันที่มีอาคารเขียวไม่ถึง 10% ของอาคารทั่วไป

อย่างไรก็ดี แม้อาคารเขียวจะมีต้นทุนด้านการก่อสร้าง และเทคโนโลยีที่สูงกว่าอาคารทั่วไป แต่สามารถเรียกค่าเช่าพื้นที่ได้สูงกว่าอาคารทั่วไปถึง 20% และมีการปรับขึ้นของราคาค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10% ต่อปี ทำให้เจ้าของอาคารคุ้มทุนได้ใน 7-8 ปี ทั้งนี้อาคารเขียวที่ได้รับความสนใจจากผู้เช่าจะต้องเป็นอาคารที่มีมาตรฐานการรับรองตามหลักเกณฑ์ (LEED)

ออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงาน

การออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เป็นกระบวนการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงการผสมผสานวิธีการออกแบบทุกๆ ระบบเข้าด้วยกัน หรือออกแบบให้ทุกๆ ระบบ มีความสอดคล้องกัน โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อให้อาคารมีการดำเนินการ ด้านการใช้พลังงาน และทรัพยากรสำหรับอาคารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงมีการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้ใช้อาคาร ตลอดช่วงการใช้อาคาร

แนวคิดหลักก็คือ การใช้ปัจจัยธรรมชาติ และป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร (Passive Design) เพื่อที่จะให้มีการใช้พลังงานในระดับที่ต่ำสุด การออกแบบอาคารแบบบูรณาการ โดยแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและการป้องกันความร้อน (Active Design) เข้าสู่อาคารอย่างเหมาะสม

แนวคิดการออกแบบทั้งทางด้าน Passive และ Active Design แบ่งออกเป็น 5 ด้าน กล่าวคือ 1.การจัดสภาพแวดล้อมของอาคารให้เปิดโล่งสร้างพื้นที่สีเขียว มีพื้นที่น้ำซึมผ่านลงดิน พร้อมทั้งมีพื้นที่หลังคาเขียว 2.การเลือกรูปทรงอาคารและการใช้ประโยชน์จากปัจจัยธรรมชาติให้เกิดการประหยัดพลังงาน 3.การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นเพื่อลดความร้อนเข้าสู่อาคาร 4.การใช้ระบบและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และ 5.การใช้ระบบตรวจสอบและควบคุมอาคารให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคารยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันอาคารยุคใหม่เริ่มคิดเรื่องประหยัดพลังงาน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น สำหรับอาคารที่ได้รับการกล่าวถึงมากในปีนี้ และสามารถกวาดรางวัลทางด้านการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาหลายรางวัล ซึ่งพลัสฯ ได้เป็นผู้บริหารจัดการ คือ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งความโดดเด่นของอาคารอยู่ตรงที่การจัดสภาพแวดล้อมของอาคารให้เปิดโล่ง สร้างพื้นที่สีเขียว มีพื้นที่น้ำซึมผ่านลงดิน พร้อมทั้งมีพื้นที่หลังคาเขียว โดยจัดให้มีพื้นที่เปิดโล่งมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดถึง 34% อาคารนี้จะมีพื้นที่สีเขียวมากกว่ามาตรฐานด้วยการใช้พื้นที่ดินแนวราบ ประกอบกับการใช้หลังคาเขียว คือมีถึง 24% ในขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน LEED กำหนดที่ 20%

นอกจากนี้ การเลือกรูปทรงอาคารและการใช้ประโยชน์จากปัจจัยธรรมชาติให้เกิดการประหยัดพลังงาน เนื่องจากมีการใช้งานในเวลากลางวันเป็นส่วนใหญ่ การเลือกรูปร่างอาคารและการวางทิศทางอาคารให้ถูกต้อง อาคารนี้เลือกใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นรูปทรงที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการใช้สอยเนื้อที่ดี รูปทรงนี้เมื่อใช้ประกอบกับความลึกที่เหมาะสม จะทำให้พื้นที่ภายในได้รับแสงสว่างธรรมชาติและทิวทัศน์อย่างทั่วถึง ส่งผลให้มีพื้นที่ที่เป็น Daylight Zone ที่ ได้รับแสงสว่างธรรมชาติเพียงพอ มีมากถึง 993 ตารางเมตร (ตร.ม.) ต่อชั้น นับเป็นประมาณ 77% ในขณะที่มาตรฐานอาคารเขียวมักจะระบุไว้ไม่น้อยกว่า 75%

การวางตำแหน่งอาคาร หันทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้แสงสว่างเข้าสู่อาคารมากที่สุดแต่ความร้อนเข้าสู่อาคารน้อยที่สุด เพื่อให้สามารถรับแสงสว่างตามธรรมชาติได้เต็มที่ ช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงได้ บริเวณโถงลิฟต์ ห้องน้ำ ห้องงานระบบ ทางเดินส่วนกลาง ซึ่งไม่ต้องการความสว่างมากนัก ถูกจัดวางให้อยู่กลางอาคารเพราะเป็นตำแหน่งที่ต้องการแสงสว่างตามธรรมชาติน้อย โดยให้ความสว่างได้เลือกใช้หลอดไฟแบบ LED ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน โดยภาพรวมสามารถช่วยลดกำลังไฟแสงสว่างจาก 12 วัตต์/ตร.ม. ในอาคารสำนักงานทั่วไป ลงมาเหลือน้อยกว่า 5 วัตต์/ตร.ม.

นวัตกรรมกันความร้อนเข้าอาคาร

การออกแบบผนังอาคาร ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน ก่อให้เกิดภาระการทำความเย็นมากกว่า 50% ของอาคาร ในขณะเดียวกันความต้องการแสงสว่างธรรมชาติก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อลดการใช้พลังงานในอาคาร เปลือกอาคารประสิทธิภาพสูงจึงต้องป้องกันความร้อนได้เต็มที่ ในขณะที่เปิดรับแสงสว่าง และทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างพอเหมาะ จึงอาศัยเทคโนโลยีของการใช้ผนังกระจกสองชั้น แบบ Double skin facade ที่ช่องว่างระหว่างผนังกระจกทั้งสองชั้น มีการกันแดดด้วยม่านกันแดดเลื่อนปิดเปิดอัตโนมัติตามปริมาณความร้อนที่กระทบที่ด้านนอกอาคาร นอกจากนี้ ภายในช่องยังมีการปล่อยอากาศเย็นเหลือทิ้งจากพื้นที่ภายใน (Exhausted air) ทำให้ระบบผนังนี้มีค่าการป้องกันความร้อนสูง

นอกจากนี้ การออกแบบอาคารเพื่อให้มีคุณภาพอากาศภายใน (Indoor Air Quality หรือ IAQ) นับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในอาคารที่ดี สะอาดบริสุทธิ์ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเครียด ลดความเหนื่อยล้า ลดอัตราการเจ็บป่วยลง

ดังนั้นแนวทางในการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมภายในสำหรับโครงการนี้ได้พยายามเปิดให้อาคารได้รับแสงธรรมชาติเข้าถึงพื้นที่ใช้งานมากกว่า 75% และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณอากาศบริสุทธิ์ และเครื่องวัดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (COX sensor) เพื่อช่วยควบคุมปริมาณอากาศบริสุทธิ์ให้พอเหมาะ ระดับการหมุนเวียนของอากาศมีมากกว่าที่กำหนดขั้นต่ำตามเกณฑ์ ASHRAE62.1 2007 ไว้ถึง 30% เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร

สุดท้ายก็คือการบำรุงรักษาและแผนงานตรวจวัด ทั้งนี้ต้องควบคุมการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน ISO พร้อมทั้งมีการตรวจสอบวัดและบันทึกค่าของระบบประกอบอาคาร เพื่อเก็บเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ การบำรุงรักษา

แม้ค่าก่อสร้างอาคารเขียวจะมีราคาสูงกว่าค่าก่อสร้างอาคารเชิงธุรกิจประมาณ 20% ขึ้นไปก็ตาม แต่ระยะยาวจะสร้างความคุ้มค่า และมูลค่าเพิ่มให้กับอาคาร และที่สำคัญคือประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรมองผ่าน

ข่าวล่าสุด

RUN จับมือ CSIRO ยกระดับดีฟเทคสตาร์ทอัพอาหาร ขยายตลาดโลก

RUN จับมือ CSIRO ยกระดับดีฟเทคสตาร์ทอัพอาหาร ขยายตลาดโลก